นิงใจร้อนวู่วาม แต่ในวังมีกฎระเบียบผูกมัด นางอาจไม่ยอมไปก็ได้”
เจียงปั๋อโหยวมองนางผาดหนึ่ง “อันที่จริงข้าเองก็รู้สึกว่าลูกฮุ่ยเหมาะสมกว่าหน่อย”นี่ไม่ใช่ความลำเอียง แต่นิสัยของลูกหนิงน่ากังวลมากจริง ๆ
ไม่ได้สร้างชื่อเสียงให้น่ะไม่เป็นไรหรอก กลัวเพียงว่าจะก่อเภทภัยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้ยังต้องหารือกับบุตรีทั้งสองอยู่ดี ฉะนั้นเจียงปั๋อโหยวจึงออกคำสั่งว่า “ไปเชิญคุณหนูทั้งสองมา”
เมิ่งซื่อพลันรู้สึกหายใจติดขัดอีกคำรบ ถอนหายใจกล่าว “ข้ากลัวว่าลูกหนิงจะโวยวายแย่งชิงไม่ยอมเลิกราอีกน่ะสิ”
*****
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงกำลังนอนกลางวันอยู่เมื่อถูกปลุกกะทันหันจึงหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สะดวกจะอาละวาดเช่นกัน
ครั้นจัดแจงเสร็จสรรพและเดินทางไปถึงจึงพบว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยมาก่อนแล้ว
นางคารวะแล้วนั่งลง
เจียงปั๋อโหยวเล่าเรื่องราวให้พวกนางฟังสุดท้ายจึงถามว่า “ตอนนี้รู้เพียงว่าจะคัดเลือกพระสหายร่วมศึกษา แต่เข้าวังไปแล้วจะศึกษาอะไรหรือทำอะไร กลับไม่รู้เลยสักอย่าง ทว่าพระสหายร่วมศึกษาของบรรดาองค์ชายทั้งหลายล้วนต้องพำนักอยู่ในวัง และวังหลวงเป็นสถานที่เช่นไรพวกเจ้าก็รู้ดี จำต้องระมัดระวังและละเอียดรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องเลือกคนที่สุขุมหนักแน่นไป แต่ดูเหมือนว่าลูกหนิงจะได้รับความโปรดปรานจากองค์หญิงใหญ่ พวกเจ้าทั้งสองคนเล่าคิดเห็นเช่นไร?”
ผู้ที่อยู่เบื้องล่างนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
เจียงเสวี่ยหนิงนั