งหวดแส้ม้า เขากึ่งโอบนางเอาไว้ในอ้อมกอด หวดม้าพุ่งไปทันที
ม้าแยกขาทั้งสี่ข้างแล้ววิ่งห้อตะบึง
สายลมยามฤดูสารทซึ่งหนาวเย็นเล็กน้อยพัดผ่านใบหน้า ส่งเสียงดังหวีดหวิวและชำแรกเข้าไปในสาบเสื้อ ผู้คนเดินถนนอันน้อยนิดและบ้านเรือนซึ่งเรียงรายสองข้างถนนขยับวูบผ่านครรลองจักษุอย่างรวดเร็ว
แผ่นหลังเจียงเสวี่ยหนิงแนบชิดอกกว้างของเด็กหนุ่ม ข้างใบหูมีแต่เสียงสายลมและเสียงหัวเราะสุขสันต์สาแก่ใจของเขาอยู่เบื้องหลัง นางรู้สึกว่าหัวใจตนเต้นรุนแรงยิ่งกว่าตอนพบมือสังหารกับเซี่ยเวยเมื่อสักครู่เสียอีก
ยากเย็นนักกว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะสงบสติอารมณ์ได้ นางพลันทนไม่ไหว “นี่เจ้าเพี้ยนอย่างนั้นหรือ!”
เยี่ยนหลินหัวเราะจนหน้าอกสั่นสะเทือน สาแก่ใจนัก “ข้าเพี้ยนน่ะสิ”เจียงเสวี่ยหนิงโมโหจนหายใจติดขัด
เยี่ยนหลินรู้ว่านางกลัว แต่กลับไม่ยอมลดความเร็วม้า ตรงข้ามกลับเร่งแล้วเร่งอีก ทำให้ม้าวิ่งเร็วยิ่งขึ้น แล้วเอ่ยถามนางว่า “ตอนนี้ไม่กลัวแล้วสินะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวในใจว่านางตกใจแทบตายแล้ว กำลังจะต่อว่าเขากลับ
ทว่าขณะคำพูดกำลังจะหลุดออกจากปากก็พลันนิ่งอึ้ง
ใช่แล้วขณะถูกเขาอุ้มขึ้นม้าและวิ่งห้อตะบึงบนถนนนี้เอง ทุกสิ่งซึ่งได้ประสบพบเจอที่เหลาเฉิงเซียวกลับกลายเป็นว่างเปล่า ถูกนางทิ้งออกไปจากสมอง ลืมเลือนจนหมดสิ้น
เจียงเสวี่ยหนิงได้สติกลับคืนมา ไม่รู้ว่าควรซาบซึ้งหรือควรด่าเขาต่อไปดี
ถึงกระนั้นยามลงจากม้า ขาทั้งสองข้างก็อ่อ