ถนอมยิ่งนัก บัดนี้ถึงเวลาขึ้นสาย เพียงคุยได้สองสามประโยคก็ถือว่าให้เกียรติกันพอแล้ว ดังนั้นเขาย่อมรู้ขอบเขต ไม่คิดรั้งอยู่ต่อเมื่อค้อมกายแสดงการขอบคุณเสร็จจึงกล่าวอำลา เดินลงจากหอแห่งนี้ไป
ครั้นเฉินอิ๋งจากไปแล้ว เจี้ยนซูซึ่งเมื่อครู่ยืนกอดกระบี่อยู่ด้านข้างตลอดเวลาก็ขมวดคิ้ว เขาอยู่ในวัยหนุ่มน้อย แต่ก็ไม่ได้มีนิสัยวู่วามหลังจากครุ่นคิดพิจารณาอย่างจริงจังครู่หนึ่งถึงกล่าวด้วยความลังเลว่า “เซียนเซิงจะปล่อยให้พวกเขาสืบเช่นนี้หรือขอรับ?”
เซี่ยเวยตอบ “ต่อให้ไม่ใช่เฉินอิ๋งก็ยังมีผู้อื่นอยู่อีก”
เจี้ยนซูเงียบงัน
ผ่านไปไม่นานก็มีเสี่ยวเอ้อร์ขึ้นมาจากชั้นล่างภายในถาดรองเคลือบเงาเต็มไปด้วยข้าวปลาอาหารวางอยู่ “นายท่านผู้นี้ อาหารที่ท่านสั่งมาถึงแล้วขอรับ”
เจี้ยนซูเอ่ย “เซียนเซิงของพวกเราเคยสั่งของพวกนี้ด้วยหรือ?”
เสี่ยวเอ้อร์มีสีหน้าประหลาดใจ “นายท่านที่เพิ่งจะลงไปผู้นั้นสั่งให้ไม่ใช่หรือขอรับ?”
เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้ท่าทางธรรมดาทั่วไป แต่ดูแล้วกลับไม่คุ้นหน้ายิ่งนัก ยามพูดจาแฝงสำเนียงอู๋เย่ว์[5]เล็กน้อยจนแทบจะจับไม่ได้
เหลาเฉิงเซียวมีเสี่ยวเอ้อร์เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร
เจี้ยนซูพลันรู้สึกผิดปกติ เลิกคิ้วพร้อมชักกระบี่จากฝักทันที เขาตวาดลั่นว่า “เซียนเซิงระวังขอรับ!”
เช้ง!
ขณะเจี้ยนซูเปล่งวาจา ‘เสี่ยวเอ้อร์’ ก็รู้ตัวแล้วว่าถูกจับได้ ใบหน้าใสซื่อประจบประแจงที่เสแสร้งก่อนหน้านี้พลันบิดเบี้ยวและโหดเหี้