ปีถูกเลี้ยงดูด้วยของรสชาติล้ำเลิศมาตั้งแต่แรก ดังนั้นจึงตั้งเกณฑ์ต่อความอยากอาหารค่อนข้างสูง ยามนี้จึงไม่ฝืนใจตนเอง เพียงจิบอึกหนึ่งแล้ววาง
ครั้นรอไปได้สองเค่อกว่าจนเกือบสามเค่อถึงได้มีเสียงฝีเท้ารีบเร่งดังมาจากปากทางเข้าตรอก
เยาเหนียงรีบรุดไปเปิดประตู
โจวอิ๋นจือสวมชุดเครื่องแบบผู้คุมกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรสีดำปักลายเมฆาสีเข้มเดินเข้ามา เรือนซึ่งทั้งเล็กและแคบแห่งนี้ปราศจากสถานที่กำบัง เพียงเงยหน้าจากประตูเรือนก็มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงที่กำลังอยู่ในห้องโถงแล้วดวงตาเขาพลันลุกวาว
เขาเดินเข้าไปในห้อง
เยาเหนียงตามเข้ามาด้วย
แต่เขากลับหันไปบอกว่า “เจ้าออกไปเถอะ”
เยาเหนียงพลันอึ้งเล็กน้อย มองเจียงเสวี่ยหนิงแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้ากล่าวอะไร เพียงเอ่ยว่า“เช่นนั้นหากใต้เท้ามีเรื่องอันใดโปรดเรียกใช้บ่าวนะเจ้าคะ”
โจวอิ๋นจือเดินเข้ามา ไม่กระทำการอ้อมค้อมใด ๆ เขาค้อมกายคารวะเจียงเสวี่ยหนิงหนหนึ่ง“คราวก่อนคุณหนูรองเรียนเชิญ คนแซ่โจวมีธุระด่วน จากไปโดยไม่ได้บอกกล่าว ถือว่าเสียมารยาทแล้ว วันนี้กลับต้องลำบากให้คุณหนูมาด้วยตนเอง หวังว่าคุณหนูจะให้อภัยด้วยขอรับ”
คนผู้นี้เกิดมาตัวสูง เมื่อยืนในห้องโถงจึงพานให้รู้สึกว่าห้องนี้เตี้ยลงเจียงเสวี่ยหนิงมองสำรวจเขา เอ่ยว่า “เจ้ากลับมาเร็วนัก”
“เผอิญที่กองบัญชาการไม่มีงาน เดิมทีก็กำลังเตรียมตัวจะกลับอยู่แล้วขอรับ”
อันที่จริงแล้วความจริงกลับตรงกันข้ามกองบัญชาการมี