ี่ยหนิงเล่ามาก่อนแล้วรอบหนึ่ง มิหนำซ้ำมีครอบครัวผู้ใดบ้างไม่เคยเกิดเรื่องสกปรกโสมมและน่ารังเกียจเช่นนี้ เรื่องบางเรื่องแค่ฟังก็เข้าใจแล้ว ทำให้ไม่มีใครเชื่อคำพูดเหลวไหลของสองพี่น้องตระกูลโหยว เพียงแต่พวกนั้นเป็นเจ้าบ้านจึงต้องไว้หน้ากันบ้างเท่านั้นเอง
ประเดี๋ยวเมื่อจบงานเลี้ยง กลับถึงจวนตัวเองแล้วจะลือกันเช่นไร นั่นก็เป็นเรื่องของพวกนาง
*****
หลังจากนี้จะเป็นกิจกรรมงานเลี้ยงยามบ่ายกิจกรรมชมดอกเบญจมาศ และกิจกรรมแต่งกลอนวาดภาพ
ช่างเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายสำหรับเจียงเสวี่ยหนิงหากไม่ใช่ว่าเยี่ยนหลินบอกให้นางไปรอที่เหลาเฉิงเซียวหลังเลิกงานเลี้ยงยามบ่าย เพื่อตกเย็นจะได้ไปชมงานเทศกาลโคมไฟร่วมกันแล้วละก็ เกรงว่านางคงจากไปตั้งแต่ได้พบโหยวฟางอิ๋นแล้ว
ครึ่งชั่วยามสุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงเพียงนั่งอยู่ด้านข้าง ดูคุณหนูตระกูลใหญ่เหล่านี้ตวัดพู่กันละเลงหมึก วาดภาพดอกเบญจมาศสารพัดรูปแบบบนแผ่นกระดาษเซวียน[1]ที่ปูเป็นอย่างดีทีละแผ่น
อีกสักครู่ เมื่อทุกคนเลือกผู้ชนะได้แล้ว งานเลี้ยงคราวนี้ก็จะถือว่าสิ้นสุดแต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเมื่องานเลี้ยงดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พลันมีเสียงร้องปั่าวประกาศดังมาจากประตูว่า “องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสด็จแล้ว!”
องค์หญิงใหญ่?
ทุกคนภายในห้องโถงต่างตกใจ รีบถวายความเคารพด้วยความลนลานโดยไม่ทันเงยหน้ามอง “ถวายพระพรองค์หญิงใหญ่!”
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็หนังตากระตุก เริ่มลอบแค้นใจที