่ตนเองไม่ได้ออกจากงานไปก่อน
แต่เมื่อตรองดูอีกที ตอนนี้นางอยู่ในชุดสตรี
ดังนั้นนางจึงบังคับให้ตนเองผ่อนคลายความรู้สึกตึงเครียดนั้นลงไปเสีย ถวายความเคารพร่วมกับทุกคนอยู่ที่มุมหนึ่ง พร้อมก้มหน้าลงต่ำในทันที
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาและเสียงกระทบกันของหยกประดับที่สตรีสูงศักดิ์ประดับเอวดังมาจากห้องโถงส่วนหน้า
ไม่นานนักทุกคนก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือศีรษะ “ไม่ต้องมากพิธีหรอก เปินกงจู่[2]และอาซูแค่ได้ยินว่างานเลี้ยงที่จวนชิงหย่วนปั๋อยังไม่เลิกเลยแวะมาดูสักหน่อยว่าเป็นเช่นไร ลุกขึ้นเถอะ”ทุกถ้อยคำล้วนไพเราะเสนาะหูดั่งเสียงอัญมณีตกกระทบ
ดุจทิพยดุริยางค์ ดั่งนางอัปสร
ครั้นทุกคนได้ยินเสียง ต่างอดคิดกันไม่ได้ว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางซึ่งครอบครองน้ำเสียงงามล้ำเลิศเช่นนี้ จะมีรูปโฉมเช่นนางเซียนสักปานใดกัน
แม้คุณหนูตระกูลใหญ่จะมีสถานะสูงส่ง แต่ก็ไม่เคยเข้าวังหลวง
คนส่วนใหญ่ไม่เคยพบองค์หญิง ฉะนั้นจึงช้อนดวงตามองสำรวจขณะลุกขึ้นมา
ทว่าทันทีที่ได้เห็นรูปโฉมขององค์หญิงผู้นี้ ทุกคนต่างตะลึงงัน อดฉายแววประหลาดใจในดวงตามิได้ ความรู้สึกเวทนาสงสารพรั่งพรู ลอบทอดถอนใจว่า ‘น่าเสียดาย’
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีถือกำเนิดจากหวงกุ้ยเฟย[3]ซึ่งเป็นสนมคนโปรดของอดีตฮ่องเต้ ได้รับความโปรดปรานมาตั้งแต่เล็ก ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย มีผิวพรรณขาวนวลเนียนอีกทั้งอวัยวะบนใบหน้ายังสืบทอดความงามวิจิตรมาจากหวงกุ้ยเฟยอีกด้วย ทำให