เงินนี้ไปเสีย เอาไปหาโลงศพดี ๆ ให้อี๋เหนียงของเจ้าแล้วนำไปฝังให้เรียบร้อย ส่วนเงินที่เหลือเจ้าจงเก็บเอาไว้เอง นำไปใช้ดำรงชีพให้ดีเถอะนะ”
โหยวฟางอิ๋นไม่รู้ว่าคุณหนูผู้นี้รู้เรื่องของอี๋เหนียงได้อย่างไร นางเบ้าตาแดง ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทันที
เพียงแต่การร่ำไห้นี้กลับไร้เสียงประหนึ่งปลาที่อ้าปากกว้างพะงาบ ๆ บนบกปราศจากเสียงเล็ดลอด แต่กลับยิ่งชวนโศกาอาดูรนัก
สุดท้ายนางก็ไม่กล้าร้องโฮ
ในสายตาคนนอก เรื่องนี้ก็แค่มีอี๋เหนียงเสียชีวิตในจวน มิหนำซ้ำยังผูกคอตายเองด้วย…
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงมีแต่ความอัดอั้นตันใจไม่มีอะไรจะพูดกับโหยวฟางอิ๋นแม้แต่น้อย นางนั่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกไปเบื้องนอก
ทว่าเมื่อเดินถึงประตูก็หยุดฝีเท้าอีกครั้ง
นางจับกรอบประตู กลอกตามองโหยวฟางอิ๋นพร้อมกล่าวน้ำเสียงเรียบเฉย “ยามเช้าของอีกสามวันหลังจากนี้ จะมีพ่อค้านามว่าสี่ว์เหวินอี้ขายเส้นไหมดิบอยู่นอกสมาคมเจียงเจ้อ[1]ที่ตลาดตะวันออก หากเจ้ามีเงินเหลือในมือและรู้สึกไม่ยินยอมต่อสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน จงไปเจรจาซื้อหามาจำนวนหนึ่ง อีกครึ่งเดือนจะได้ราคาสูงขึ้นอีกสามเท่าตัว หากอดออมเอาไว้หน่อย คงเพียงพอให้เจ้าใช้ไปสักระยะ”
สมัยนั้นโหยวฟางอิ๋นทำมาหากินจนได้เงินก้อนแรกมาอย่างยากลำบาก แม้แต่ทุนรอนก็ต้องไปขอหยิบยืมมาจากข้างนอก ทว่าด้วยความที่นางกล้าลงมือ กล้าคิด และกล้าทำ นางจึงพากเพียรขวนขวายจนหาเงินมาได