างอิ๋นนิ่งอึ้ง
เจียงเสวี่ยหนิงเปล่งเสียงหัวเราะเหมือนกำลังเย้ยหยันตนเอง แล้วบอกโหยวฟางอิ๋นว่า “ข้าเห็นว่าเจ้าไม่อยากตาย บัดนี้ถือว่าได้ไปตำหนักพญายมมาแล้วครั้งหนึ่ง วันหน้ายังจะมีสิ่งใดน่ากลัวอีกเล่า? จงอดทนเช่นนี้ต่อไป จะดีหรือร้ายก็จงมีชีวิตให้สมกับที่ได้เป็นมนุษย์สืบไป จะได้ไม่ผิดต่อร่างกายนี้”
นี่คือร่างกายของโหยวฟางอิ๋นเองแท้ ๆ เจียงเสวี่ยหนิงไม่ควรพูดจาอย่างมีอคติเช่นนี้เลย แต่จะให้นางข่มกลั้นความผิดหวังที่เกิดขึ้นภายในใจได้อย่างไรเล่า
นางยอมรับว่านางเป็นแค่คนธรรมดา
โหยวฟางอิ๋นคงฟังไม่เข้าใจว่านางกำลังพูดอะไรอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงใช้ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งมองก็ยิ่งผิดหวัง
ห่างชั้นกันเกินไปแล้ว
นางมีสิ่งที่ยังอยากจะเอ่ยมากกว่านี้ แต่จู่ ๆกลับพูดไม่ออก หลายสิ่ง ที่ซุกซ่อนภายในใจไม่รู้ว่าจะไประบายที่ใดดี จำต้องกล้ำกลืนลงไปจนหมดสิ้น
“ถังเอ๋อร์” หลังจากเจียงเสวี่ยหนิงใคร่ครวญก็ร้องเรียกให้ถังเอ๋อร์เข้ามา “นำเงินมาหรือไม่?เอามาให้ข้า”
ถังเอ๋อร์คลำหาถุงผ้า ในนั้นมีตั๋วเงินจำนวนหนึ่ง หนึ่งร้อยตำลึงสามใบ สิบตำลึงห้าใบ รวมถึงเงินก้อนอีกจำนวนหนึ่งด้วย
นี่เป็นเงินที่เตรียมไว้ให้คุณหนูซื้อของระหว่างทางกลับจวนนางมองเจียงเสวี่ยหนิง ลังเลครู่หนึ่ง แต่กระนั้นก็ยังมอบให้อยู่ดี
เจียงเสวี่ยหนิงเปิดดูคราหนึ่ง ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ “เจ้ากับข้าถือว่ามีวาสนาต่อกัน เจ้าจงนำ