ายเม็ดหนึ่ง
นี่คือนรลักษณ์ของผู้มีชะตาอาภัพตามที่พวกผู้อาวุโสเคยเล่าให้ฟังอยู่เสมอ
เจียงเสวี่ยหนิงคิดตามหาเงาของโหยวฟางอิ๋นอีกคนจากใบหน้านี้ แต่เมื่อมองสำรวจเสร็จแล้วก็พบว่าไม่มี ไม่มีแล้วจริง ๆ ไม่มีโหยวฟางอิ๋นในชาติก่อนผู้นั้นอีกต่อไป…
โหยวฟางอิ๋นไม่เคยเห็นสายตาเช่นนี้มาก่อน
ผู้สูงศักดิ์ที่ช่วยชีวิตนางผู้นี้ คล้ายต้องการมองหาใครอื่นจากตัวนางขณะเดียวกันยังแฝงความเศร้าโศกเจียนจะร่ำไห้ ราวกับอีกฝั่ายกำลังยอมรับสภาพความเป็นจริงทั้งที่ความฝันกำลังพังทลายอย่างไรอย่างนั้น
นางอดกำมือแน่นไม่ได้ รู้สึกว่าตนควรพูดอะไรบ้าง แต่พออ้าปากกลับเอ่ยไม่ออกสักคำ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่งอยู่นาน จากนั้นจึงกะพริบตา บอกสาวใช้และหญิงรับใช้ที่ทำอะไรไม่ถูกเหล่านั้นว่า “พวกเจ้าออกไปเสีย”
บรรดาหญิงรับใช้มองหน้ากัน
พวกนางต่างสงสัย แต่กระนั้นกลับไม่กล้าโต้แย้ง กระทั่งเด็กสาวที่ยังไม่รู้เรื่องราวชัดเจนก็ยังไม่กล้ารั้งอยู่นานเช่นกัน ต่างถอยออกไปโดยพร้อมเพรียง
ภายในห้องจึงเหลือเพียงเจียงเสวี่ยหนิงและโหยวฟางอิ๋นสองคน
โหยวฟางอิ๋นกล่าวตะกุกตะกักว่า “ขะขอบพระคุณผู้สูงส่งที่ช่วยชีวิต…”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองนาง ยกนิ้วมือวาดไล้ใบหน้าซึ่งตนควรจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีทว่ายามนี้กลับไม่คุ้น ปัดปอยผมข้างแก้มนางออก เอ่ยพึมพำราวกับละเมอ “สมควรขอบคุณแล้วละเพื่อช่วยเจ้า ข้ากลับละทิ้งที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ไปเสียแล้ว…”
โหยวฟ