”
มือของชายหนุ่มคือมือที่ใช้กุมกระบี่ นิ้วถูกเสียดสีจนเป็นตุ่มนูนขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง ขณะจับมือนางก็ส่งผ่านความร้อนชำแรกสู่ผิวหนัง
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขายิ้มแย้มมองนางก็ปฏิเสธไม่ลงจริง ๆ
ถึงอย่างไรตนก็ปฏิเสธเขาเพื่อมาจวนชิงหย่วนปั๋อก่อน หากปฏิเสธอีกหน เกรงว่าคงได้แตกคอกันตรงนี้เป็นแน่ นางทำได้เพียงรับปาก“ได้”เยี่ยนหลินไม่สะดวกจะรั้งอยู่ที่นี่นาน ซ้ำเขายังเข้าใจผิด ไพล่คิดไปว่านางไม่พอใจที่เขาทำให้เป็นจุดสนใจ จึงสนทนากับนางเพียงสองสามประโยค กำชับว่าประเดี๋ยวห้ามละโมบดื่มสุราจนกลายเป็นแมวเมามายอีกเด็ดขาด ก่อนจะพาชิงเฟิงย้อนกลับไปตรงศาลากลางน้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงเดินกลับมาตามเส้นทางเดิมอย่างสบายอารมณ์ กำลังจะกลับไปยังโถงรับแขก
แต่เพิ่งจะเดินผ่านพุ่มไม้ดอกไม่กี่พุ่ม นางก็พลันได้ยินเสียงด่าทออึงอลดังทะลุหมู่แมกไม้มาจากอีกด้านของพุ่มไม้ดอก
“นางสารเลว ใครใช้ให้เจ้าหนี!”“จวนเลี้ยงดูเจ้ามาหลายปี แต่เจ้ากล้าขัดขืนอย่างนั้นเรอะ!”
“อุดปากนางไว้ กดนางลงไปให้ได้สติสักหน่อย!”
คล้ายมีเสียงคร่ำครวญด้วยความสิ้นหวังของเด็กสาวผู้หนึ่งดังมาจากใจกลางกลุ่ม แต่อู้อี้ไม่ชัดเจนยิ่งนัก
ฝีเท้าของเจียงเสวี่ยหนิงรั้งอยู่บนเส้นทางอันเงียบเชียบที่น้อยคนจะเดินผ่าน ช่วงเวลาเพียงชั่วประกายไฟก็รับรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นอีกฟากของพุ่มไม้ดอก สติสัมปชัญญะกำลังรบเร้าให้นางรีบจากไปเสียแต่เท้ากลับไม่ฟังคำสั่งแม้แต่น้อย
นางไม่