นไหลทะลักเต็มหัวครั้นหลับตา ท่ามกลางห้วงแห่งความฝันอันรางเลือน นางได้หวนคืนสู่ช่วงเวลาที่ถูกกักบริเวณในตำหนักคุนหนิง ได้เดินหมาก ดื่มสุราเล่นไพ่เยี่ยจื่อ[1] และพูดคุยความในใจกับโหยวฟางอิ๋นอีกครา
บางครั้งโหยวฟางอิ๋นจะสวมชุดสามัญชนโยนคัมภีร์และตำราเต็มชั้นวางหนังสือลงกองไฟเพื่อความสะใจ…
บางครั้งโหยวฟางอิ๋นจะเดินเท้าเปล่าบนพื้นครวญเพลงเป็นท่วงทำนองที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อนอย่างปล่อยตัวปล่อยใจในค่ำคืนอันหนาวเย็น
บางครั้งโหยวฟางอิ๋นจะดื่มจนเมามาย หิ้วไหสุรานั่งบนขอบหน้าต่าง ทอดมองจันทร์เพ็ญที่ลอยเด่นนอกรั้วกำแพงวังด้วยความอ้างว้างเดียวดาย…
โหยวฟางอิ๋นเอนกายบนฟูกนอน กล่าวขึ้นมาว่า “ฮองเฮา หม่อมฉันมาจากสถานที่อันห่างไกลนั่นเป็นยุคสมัยที่ดีกว่าที่นี่มากมายนัก หม่อมฉันเป็นคนนอก ส่วนพระองค์เป็นคนที่อยู่ในโลกนี้หม่อมฉันไม่เคยรู้สึกว่าสตรีมีความทะเยอทะยานแล้วผิดตรงไหน ทรงอยากจะเป็นฮองเฮาก็เป็นฮองเฮาไปสิ ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายผิดต่อสวรรค์เสียหน่อย คนผิดไม่ใช่พระองค์ แต่เป็นโลกใบนี้ต่างหากเล่า!”
โหยวฟางอิ๋นชูจอกสุราพร้อมส่งเสียงแค่นจมูกเบา ๆ “น่าสมเพช น่าขัน!”
นางชี้จันทร์เต็มดวงริมขอบฟั้าแล้วเอ่ยว่า“คนอื่นเห็นว่าข้าร่ำรวยมหาศาล ใต้หล้าไม่มีสิ่งใดที่ข้าใช้เงินซื้อไม่ได้ แต่เมื่อข้ามองดูตัวเองกลับสมเพชนัก จิตใจอันเสรีกลับต้องมาถูกขังอยู่ในตะราง ทุกข์ใจแต่ไม่อาจออกไปได้ ฮองเฮาพระองค์ทรงทราบหรือไม่ โ