่นท่านหรือไม่”
เป็นเจียงปั๋อโหยวซึ่งเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์ทางนี้เข้าพอดี
เยี่ยนหลินพลันปวดเศียรเวียนเกล้า
เจียงปั๋อโหยวไม่พูดพร่ำทำเพลงสะบัดแขนเสื้อมุ่งตรงมาทางนี้ อยากจะหาปล้องไม้ไผ่ยาวมากระทุ้งให้เยี่ยนหลินตกลงมาให้มันรู้แล้วรู้รอด“ท่านโหวน้อย ท่านทำเช่นนี้ออกจะเกินไปหรือไม่? จวนข้าไม่ได้มีแค่ยายหนูหนิงที่เป็นสตรีนะ!”
เยี่ยนหลินไม่เข้าใจ “แต่ข้าอยากพบนางแค่คนเดียวนะ”
เจียงปั๋อโหยวโมโหจนเครากระดิก “อย่างไรเสียก็ห้ามท่านปีนกำแพงเข้ามาอีก ท่านเป็นถึงซื่อจื่อจวนโหว มีธุระอันใดให้เดินเข้าประตูหน้าหรือไม่ก็ให้บ่าวไพร่มาแจ้งก็ได้ ข้าจะไม่ว่ากล่าวท่านสักคำเลย แต่ท่านทำเช่นนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน!”
เยี่ยนหลินคุ้นเคยกับเจียงปั๋อโหยวมาตั้งนานแล้ว เขาพลิกข้อมือควงกระบี่เล่นรอบหนึ่ง กล่าวสัพยอกโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย “ใต้เท้าเจียงอย่ามีโทสะไปเลย กำแพงนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนปีนมิใช่หรือ? หากท่านไม่พอใจ ครั้งหน้าก็สร้างกำแพงเรือนให้สูง ๆ จะได้ให้ผู้เยาว์ฝึกฝีมือด้วย”
เจียงปั๋อโหยวโกรธจนพลันหายใจไม่ออกหมดคำจะพูด
ส่วนเยี่ยนหลินเห็นว่าเย็นมากแล้ว ถึงแม้ใจจะอยากมองเจียงเสวี่ยหนิงให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย แต่เขาต้องกลับจวนเพื่อไปกล่าวคารวะท่านพ่อท่านแม่แล้ว จึงเคลื่อนสายตากลับมามองนางพร้อมเอ่ยว่า “วันนี้ข้าคงต้องขอตัวก่อน วันหน้าค่อยมาหาเจ้าใหม่”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ
เยี่ยนหลินใช้มือข้างหนึ่งยันก