าเท่านั้น นางกลับอดตัวสั่นสะท้านไม่ได้รีบสะกดความคิดกลับไปทันที พร้อมกล่าวกับตนเองว่า
“ไม่ จะเกิดความคิดที่น่ากลัวเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด…”เซี่ยเวยกับเสิ่นเจี้ย กับเยี่ยนหลิน กับโจวอิ๋นจือ หรือแม้กระทั่งกับจางเจอ…ล้วนปฏิบัติตัวแตกต่างกัน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่มีวันลืมเลือน ชาติก่อนยามนางคิดว่าอับจนหนทางแล้วบังเกิดความคิดเยี่ยงตอนนี้ ตกดึกเปลี่ยนเป็นสวมชุดนางกำนัลสีเหลืองอ่อน แต่งหน้างดงามชวนหลงใหล ยกน้ำแกงที่ห้องเครื่องเพิ่งจะตุ๋นเสร็จไปยังหอซีหน่วนแต่กระนั้นยามเซี่ยเวยช้อนดวงตาขึ้นจ้องมองนางและได้เห็นเสื้อผ้าอาภรณ์กับรูปโฉมของนางแล้วแววตาก็ดำมืด เลิกคิ้วเล็กน้อยจนไม่อาจสังเกตเห็น แสดงออกว่าจับพิรุธได้แล้ว เขายิ้มบางพลางเอ่ยว่า “ฮองเฮาโปรดสำรวมกิริยาด้วย”ค่ำคืนนั้นนางทั้งอับอายทั้งละอายใจ ต้องหนีกลับไปด้วยความพ่ายแพ้
บัดนี้ขอเพียงนึกถึงเรื่องในคราวนั้น เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกว่าตนวู่วามจนขุดหลุมฝังตัวเองแล้วเหตุใดต้องรนหาที่ตายเป็นครั้งที่สองอีกเล่า
การอยู่เบื้องหน้าคนอย่างเซี่ยเวย นั่นคือการหาเรื่องให้ตนเองต้องอับอาย!
ดังนั้นด้วยสถานการณ์ของนางในปัจจุบัน สิ่งที่ทำได้มากที่สุดและดีที่สุดก็คือวิธีการแรกกับวิธีการที่สอง ส่วนวิธีการที่สามนั้นเจียงเสวี่ยหนิงเลือกตัดทิ้งทันที หากไม่ถูกบีบให้จนตรอกนางย่อมไม่มีวันคิดตั้งตัวเป็นศัตรูกับเซี่ยเวยเด็ดขาด!หลังจากคิดสะระตะแล้ว โจวอิ๋นจือจึงกลายเป็นคนส