่งพาได้
ดังนั้นนางจึงขอให้เขาร่วมเดินทางส่งนางกลับเมืองหลวงพร้อมขบวนที่มารับด้วย
โจวอิ๋นจือยื่นเงื่อนไขมาข้อหนึ่ง นั่นคือเมื่อถึงเมืองหลวงแล้ว ขอให้เจียงเสวี่ยหนิงช่วยบอกกล่าวเจียงปั๋อโหยวสักหลายประโยค ให้เขาได้ทำงานข้างกายใต้เท้า
เจียงเสวี่ยหนิงรับปาก
ครั้นถึงเมืองหลวง โจวอิ๋นจือจึงทำงานให้เจียงปั๋อโหยว
เจียงปั๋อโหยวเห็นเขาทำงานเรียบร้อยเหมาะสม มีความคิดความอ่านอยู่บ้าง สองปีก่อนเลยแนะนำเขาให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรพร้อมหาตำแหน่งนายช่างประจำวังหลวง[3] ให้ส่วนตัวโจวอิ๋นจือเองก็มุมานะบากบั่น บัดนี้ได้เป็นผู้คุมกองร้อยหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นหกเต็มขั้น
หากเจียงเสวี่ยหนิงจำไม่ผิด อีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ในชาติก่อน นางจะขอให้โจวอิ๋นจือช่วยสืบสถานะของเสิ่นเจี้ยและเงื่อนไขของโจวอิ๋นจือคือให้นางช่วยแนะนำเขาแก่ท่านโหวน้อยเยี่ยนหลิน
ก็อย่างที่ผู้คนว่ากันไว้ว่า ‘วิญูชนร่วมอุดมการณ์ คนพาลร่วมผลประโยชน์’
ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับโจวอิ๋นจือคือการ ‘ร่วมมือกันด้วยผลประโยชน์’ ในเมื่อผู้หนึ่งมีเรื่องร้องขอ ส่วนอีกผู้หนึ่งก็มีเรื่องต้องการ ย่อมตกลงกันได้เป็นธรรมดา
ก่อนจวนหย่งอี้โหวจะเกิดเรื่อง เขาไขว่คว้าโอกาสปีนปั่ายขึ้นที่สูง กระทั่งได้เป็น ‘รองผู้คุมกองพัน’ ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นห้าระดับต้นต่อมาเจียงเสวี่ยหนิงอภิเษกสมรสกับเสิ่นเจี้ยโจวอิ๋นจือย่อมติดตามเสิ่นเจี้ยเป็นธรรมดา
หลังจากเ