น มุมปากด้านข้างยกขึ้น สายตายามมองเจียงเสวี่ยฮุ่ยเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและไม่แยแส
ขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงเดินผ่านมานั้น นางยืนอยู่ข้างหลังพอดี อีกฝั่ายจึงมองไม่เห็นครั้นได้ยิน ‘เชื่อฟังคำพูด’ ประโยคนั้น เจียงเสวี่ยหนิงพลันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย…
เหตุใดนางถึงไม่เคยรู้เลยว่าตนเองเคยเชื่อฟังคำพูดของผู้ใดด้วย
หญิงวัยกลางคนผู้นี้คือหวังซิ่งจยา ทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้อยู่ภายในเรือนของเจียงเสวี่ยหนิงเดิมทีปรนนิบัติเมิ่งซื่อ ในอดีตเคยไปรับตัวนางกลับมาจากบ้านพักจริง ๆ ระหว่างทางถือว่าได้ดูแลนางอยู่บ้าง
ต่อมาเจียงเสวี่ยหนิงจึงไปขอคนผู้นี้มาจากเมิ่งซื่อนับจากนั้นหวังซิ่งจยาก็กระทำเหมือนเจียงเสวี่ยหนิงเป็นบุพการีที่กลับชาติมาเกิด แทบอยากจะคุกเข่าเลียนางเสียด้วยซ้ำไป
แล้วเหตุใดยามอยู่ลับหลังถึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ได้
หวังซิ่งจยามองไม่เห็นเจียงเสวี่ยหนิง แต่เจียงเสวี่ยฮุ่ยที่ยืนอยู่ตรงข้ามกลับมองเห็นอย่างชัดเจน
เพียงชั่วเสี้ยวพริบตาก็ทำให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยใจหายวาบไปกว่าครึ่งแล้วจริง ๆน้องสาวที่อยู่ในจวนผู้นี้เป็นนางมารร้ายผู้เลื่องชื่อ ปรากฏตัวในช่วงเวลาสำคัญที่กำลังทุ่มเถียงกันอยู่พอดี เกรงว่าคงได้ก่อเรื่องก่อราวให้อับอายขายหน้าโดยไม่แยกแยะผิดถูกชั่วดีอีกแน่
เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหลังเจียงเสวี่ยฮุ่ยแข้งขาอ่อนยวบ ตัวสั่นงันงก กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า“คะ คารวะคุณหนูรอง…”
หวังซิ่งจยาร่างแข็งทื่อในบัดดล ย