ด้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นรองราชครูขององค์รัชทายาท[3]
วังหลวงปราศจากองค์ชายมาช้านาน ดังนั้นจึงไม่ต้องถวายการสอนแด่องค์ชาย แต่ถวายการสอนแด่ฮ่องเต้แทน พูดได้ว่า ‘แม้ไร้ยศของมหาราชครู แต่ก็เป็นมหาราชครูอย่างแท้จริง’
ช่วงนี้อากาศยามฤดูสารททวีความหนาวเหน็บ เสิ่นหลางเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่สู้ดี เคยเรียกสามขุนนางใหญ่ประจำสำนักมหาบัณฑิต[4]เข้าวังเป็นการลับอยู่หลายครั้ง
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าสนทนาเรื่องอะไรบ้าง
ทว่านับตั้งแต่เดือนที่แล้ว เสิ่นหลางก็มีพระราชโองการเรียกตัวเชื้อพระวงศ์ที่อยู่ในราชสกุลให้เข้าวังเพื่อร่วมฟังการบรรยายประจำวันร่วมกับเขา นี่ยังรวมถึงพี่น้องทั้งหลายของเขาและรวมถึงเสิ่นเจี้ยอีกด้วย
เมื่อเยี่ยนหลินและเสิ่นเจี้ยมาถึงเบื้องหน้าตำหนักเหวินหวา การบรรยายประจำวันก็เริ่มไประยะหนึ่งแล้วครั้นหวงเต๋อหัวหน้าขันทีผู้เฝั้าประตูเห็นทั้งสองมาก็รีบเข้าไปหาพร้อมค้อมกาย รีบพูดกดเสียงเบาว่า “วันนี้เหตุใดท่านอ๋องกับท่านโหวน้อยถึงมาสายเช่นนี้ บรรยายไปได้สองเค่อ[5]แล้วท่านทั้งสองเข้าไปตอนนี้จะต้องถูกท่านรองราชครูเห็นแน่!”
เมื่อวานดื่มสุราด้วยความสำราญใจ ไหนเลยจะจำได้ว่าวันนี้ต้องมาฟังการบรรยายประจำวัน
เสิ่นเจี้ยกับเยี่ยนหลินสบตากัน รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า
เซี่ยเวยผู้เป็นอาจารย์ท่านนี้แต่ไหนแต่ไรมาใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ผู้คนต่างกล่าวขานกันว่า‘ได้รับสืบทอดความเป็นปราชญ์จากยุคโบราณ’สายตาเข