จริญวัย โครงหน้าจึงยังดูอ่อนหวานมาก ยิ่งทำให้องคาพยพทั้งห้าบนดวงหน้าดูงามวิจิตรยิ่งขึ้น เป็นความงามที่ไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็นบุรุษหรือสตรี
ไม่รู้เพราะเหตุใด เสิ่นเจี้ยพลันรู้สึกโกรธไม่ลง
เขาไม่ชอบสร้างความลำบากใจให้ผู้อื่นมาแต่ไหนแต่ไร จึงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “เดิมทีเจ้าก็ไม่ได้ลงมือหนักอยู่แล้ว แต่ในเมื่อออกปากมาเช่นนี้งั้นข้าขอไม่เกรงใจ จะรอคุณชายเจียงนัดวันเพื่อเลี้ยงสุราก็แล้วกัน”
เยี่ยนหลินพลันอยากอัดคนผู้นี้สักยกขึ้นมาทันที
เขาทำสีหน้าปันปึงขณะสั่งการชิงเฟิงไม่กี่ประโยค จากนั้นจึงจัดเก็บข้าวของและออกไปจากโรงเตี๊ยมพร้อมเสิ่นเจี้ย
*****
ระหว่างทางกลับวังหลวง เสิ่นเจี้ยนึกทบทวนทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโรงเตี๊ยม รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้อง โดยเฉพาะยามที่เยี่ยนหลินปกปั้องคุณชายเจียงด้วยการชักกระบี่มากดที่ลำคอ
เมื่อย้อนระลึกอีกหน หนุ่มน้อยผู้นั้นรูปร่างอ้อนแอ้นบอบบาง รูปโฉมเหนือล้ำผู้คน…
เสิ่นเจี้ยขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าตนอายุมากกว่าเยี่ยนหลินหลายปี มีคำพูดบางอย่างที่ควรเตือนสติอีกฝั่าย เขาจึงเลิกผ้าม่านพร้อมเอ่ยว่า “อะแฮ่ม เยี่ยนหลินเอ๊ย ถึงแม้ตอนนี้ในเมืองหลวงจะมีบัณฑิตบางส่วนที่ชมชอบบุรุษเป็นอันมาก มิหนำซ้ำคุณชายเจียงผู้นั้นเองก็ยังรูปงามมากจริง ๆ แต่เจ้าเป็นถึงซื่อจื่อของจวนหย่งอี้โหวภายภาคหน้าต้องสู่ขอภรรยา…”
เสิ่นเจี้ยโดยสารอยู่บนรถม้า
ส่วนเยี่ยนหลินขี่อาชาตัวหนึ่ง เดินทางไปพ