อันจิ่วเม่ยเล่าให้ฟังถึงฝีมือการทำเต้าหู้ของคุณย่า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เธอเล่าต่อถึงการเตรียมงานที่เธอเริ่มลงมือทำไปบ้างแล้วโดยก่อนหน้านี้ หัวหน้าโรงอาหารได้แสดงความประทับใจในตัวเธอ และเมื่อเธอพูดถึงเรื่องนี้ อีกฝ่ายก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมากเธอจึงตัดสินใจลองลงมือทำดู และผลลัพธ์ก็ประสบความสำเร็จ“อ้าว! ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อไปหมู่บ้านเราคงต้องทำเต้าหู้เองในอนาคตแล้วสิ แต่คุณย่าของเธอก็อายุมากแล้วนะ จะทำไหวหรือเปล่า?”ไป๋ชิงพูดด้วยน ้าเสียงที่แฝงความกังวลใจ เธอเกรงว่าการให้คุณย่าของอันจิ่วเม่ยมารับภาระหนักแบบนี้อาจจะไม่เหมาะสมอย่างไรก็ตาม อันจิ่วเม่ยกลับรู้สึกอบอุ่นใจ เมื่อเห็นว่าไป๋ชิงไม่มีท่าทีสนใจอยากได้สูตรทำเต้าหู้จากคุณย่าเลยแม้แต่น้อยความจริงใจของอีกฝ่ายทำให้เธอรู้สึกประทับใจ คนสมัยนี้ช่างซื่อตรงและไม่คิดคดโกงเหมือนอย่างที่เธอเคยกังวล แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์ของหมู่บ้าน สิ่งที่ควรทำก็ควรต้องทำดังนั้น อันจิ่วเม่ยจึงกล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่นว่า “ป้าไป๋ไม่ต้องกังวลค่ะ เรื่องนี้ฉันได้ปรึกษากับย่าแล้ว ฝีมือนี้เป็นมรดกตกทอดจาก
บรรพบุรุษ ย่าเองก็อายุมากแล้ว เก็บไว้โดยไม่มีใครสืบทอดก็คงน่าเสียดาย”“ย่ายินดีที่จะถ่ายทอดให้คนในหมู่บ้านเรียนรู้ และเมื่อทุกอย่างพร้อม เราจะเปิดโรงงานขึ้นมา มอบหมายให้คนที่เรียนรู้ฝีมือไปดูแลและทำต่อเองค่ะ”ป้าไป๋เบิกตากว้างด้วยควา