่อมไม่ได้เข้าใจไหม?”หลี่ฉีหมิ่นชะงักค้าง ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นรูปปั้น ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน ้าเสียงสั่นเครือ “เธอ…กลัวหรือเปล่า…”
แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้ หากเป็นคนที่มีความรู้หรือความสามรถควรจะปิดบังตัวเอง อย่าให้รู้เยอะเพราะบางทีการเป็นคนแลาดเกินไปอาจจะนำภัยมาสู่ตัวได้“โอ๊ย! ไม่ต้องพูดดังขนาดนั้นก็ได้ บ้านเมืองยังไม่ปกติใครจะไม่กลัวล่ะ ฉันยังไม่อยากเป็นหม้ายน่ะ” อวี้หลันตวาดกลับ พลางจ้องตาสามีอย่างดุดัน ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว “แต่น้องสะใภ้สามน่ะ เธอเป็นคนฉลาดและเก่งมาก อีกอย่างตอนนี้เธอก็ดีกับพวกเรามาก เราก็ต้องช่วยเหลือเธอเป็นธรรมดาสิ”ก่อนที่อันจิ่วเม่ยจะแต่งเข้ามา ชีวิตของอวี้หลันนั้นเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ มากยิ่งกว่าอาหารที่ได้กินเสียอีก หากไม่ใช่เพราะคำนินทาว่าร้ายเรื่องที่เธอไม่สามารถให้กำเนิดทายาทชายได้ เธอคงไม่ยึดติดกับเรื่องนี้ขนาดนี้การหมกมุ่นกับการมีลูกชาย ก็เพื่อเรียกร้องศักดิ์ศรีของตัวเองไม่ใช่หรือไง?หลังจากที่อวี้หลันได้เข้าทำงานในโรงงาน เธอเห็นความฉลาดและความสามารถของอันจิ่วเม่ย และวันหนึ่งเธอก็ได้ค้นพบว่า ไม่จำเป็นต้องมีลูกชายก็สามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้!ด้วยเหตุนี้ อวี้หลันจึงตัดสินใจติดตามอันจิ่วเม่ยราวกับว่าเธอคือเรือลำใหญ่ที่จะพาเธอลอยข้ามทะเลแห่งความทุกข์ ลางสังหรณ์บอ
กอวี้หลันว่าการเดินตามอันจิ่วเม่ยจะนำพาความอิ่มหนำสำราญมาสู่ชีวิตของเ