่างอิจฉา‘เมื่อไหร่จะถึงคิวพวกเราบ้างนะ?’ บางคนคิดในใจแต่บางคนกระซิบกระซาบกันอย่างเคลือบแคลง ‘หลี่เจียเฟิ่งไม่อยู่บ้าน แต่อันจิ่วเม่ยเชิญผู้ชายแปลกหน้าเข้ามานั่งในบ้าน จะไม่มีปัญหาเหรอ?’หลังจากบอกลาคนอื่นอย่างสุภาพ เยว่โม่โฉวก็ปั่นจักรยานจากไป แต่จู่ ๆ ชาวบ้านคนหนึ่งก็ทนไม่ไหว พุ่งเข้ามาถามอันจิ่วเม่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“จิ่วเม่ยจ๊ะ! หนุ่มหล่อคนนั้นมาสัมภาษณ์เธอทำไมกัน?” เสียงกระซิบกระซาบดังราวกับผึ้งแตกรังอันจิ่วเม่ยแก้มแดงระเรื่อ ตอบด้วยน ้าเสียงเขินอาย “คือว่า…พวกเขาจะเอาฉันไปลงหนังสือพิมพ์ค่ะ”“หา! ลงหนังสือพิมพ์เลยเหรอ!” เสียงฮือฮาดังลั่น“จิ่วเม่ย เธอทำให้พวกเราภูมิใจจริง ๆ !” เสียงชื่นชมดังไม่ขาดสายอันจิ่วเม่ยยิ้มถ่อมตัว “ฉันแค่อยากช่วยพัฒนาหมู่บ้านของเราค่ะทุกคนก็มีส่วนร่วมกันทั้งนั้น ถ้ามีโอกาสหน้า ฉันจะพยายามขอให้ทุกคนได้ลงด้วยนะคะ”ทุกคนตาเป็นประกาย “จริงเหรอ?! เธอช่างเป็นคนใจกว้างจริง ๆ”ป้าคนหนึ่งร้องอุทาน “ถ้าได้ลงหนังสือพิมพ์บ้าง ฉันคงยิ้มได้แม้แต่ในความฝันเลย!”บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอิจฉาค่อย ๆ กลายเป็นความชื่นชมในพริบตาหลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไป อันจิ่วเม่ยก็เดินกลับเข้าบ้านด้วยความเบิกบานใจ แต่ทันทีที่เธอก้าวผ่านประตู คราบรอยยิ้มก็เลือนหายไป เมื่อเห็นย่าอันยืนพิงประตูครัวอยู่ พร้อมเช็ดน ้าตาที่ไหลอาบแก้ม ดูเหมือนท่านจะร้องไห้มาสักพักใหญ่แล้ว
“คุณย่า!” อันจิ่วเม่