ู่รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง เมื่อวานครอบครัวของเขายังวางแผนกันอย่างดิบดีว่าจะแสดงละครตบตาหลี่เจียเฟิ่ง ไม่ให้เขาคิดแยกครอบครัว ถึงขนาดทุ่มเงินซื้อเหล้าซื้อเนื้อมาเลี้ยงฉลองงานแต่ง แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นสูญเปล่า“การเป็นพ่อแม่ก็เหมือนการปลูกต้นไม้ เมื่อมีลูกแล้วก็ต้องดูแลให้เติบใหญ่ จะมานั่งคิดเล็กคิดน้อยเรื่องเงินทองทำไม? อีกอย่างหลายปีมานี้เจียเฟิ่งก็ทุ่มเทเลี้ยงดูครอบครัวอย่างเต็มที่แล้ว พวกท่านควรจะพอใจได้แล้วนะ” เฟยหมิงกล่าวเตือนสติโดยปกติแล้วด้วยวัยวุฒิ เฟยหมิงควรจะเรียกหลี่เฉินฟู่ว่าพี่ชายแต่เขามองว่าหลี่เฉินฟู่ไม่คู่ควรกับคำเรียกนั้น จึงเลือกที่จะไม่เรียก
หลี่เฉินฟู่ได้แต่กัดฟันกรอด อยากจะตะโกนบอกเฟยหมิงว่าหลี่เจียเฟิ่งมันไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเขาซะหน่อย!การเลี้ยงดูไอ้เด็กนั่นมาจนโตก็ถือว่ามีบุญคุณมากแล้ว แต่เขาก็ได้กลั้นใจเอาไว้ ทำได้เพียงนั่งหน้าดำคร ่าเครียดอยู่บนพื้นท่ามกลางความวุ่นวาย อันจิ่วเม่ยสังเกตเห็นสีหน้าของหลี่เฉินฟู่จึงแกล้งเอ่ยถามแต่แฝงไปด้วยความเสียดสี“เอ่อ…คุณพ่อคะ พูดแบบนี้หนูว่าไม่ถูกนะคะ พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน พี่เจียเฟิ่งทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก อายุแค่แปดเก้าขวบก็ต้องออกไปทำงานในทุ่งนา แล้วเอาเงินทั้งหมดมาให้ครอบครัวใช้ พอโตขึ้นก็ไปเป็นทหารส่งเงินกลับบ้านตลอด ไม่ใช่เหรอคะ?”อันจิ่วเม่ยพูดต่อ “เราควรเป็นคนมีน ้าใจนะคะคุณพ่อ ไม่ใช่พูดแต่เรื่องที่ตั