“ขอโทษค่ะที่มาสายค่ะ” อันจิ่วเม่ยเอ่ยเสียงหอบเหนื่อย พลางปาดเหงื่อที่ใบหน้า พลางลอบสังเกตสีหน้าบึ้งตึงของหลี่เจียเฟิ่ง ที่ดูจะหงุดหงิดไม่น้อยหลี่เจียเฟิ่งไม่พูดอะไร เพียงแต่ขึ้นคร่อมจักรยานคู่ใจเหลือบมองมาที่หญิงสาวแวบหนึ่ง เป็นเชิงบอกให้รีบนั่งซ้อนท้ายได้แล้วอันจิ่วเม่ยก้มมองที่เบาะหลัง ก็พบว่ามีเสื้อผ้าเก่า ๆ ผูกปมไว้อย่างเรียบร้อย เพื่อทำเป็นเบาะนุ่ม ๆ ให้เธอนั่งโดยเฉพาะแม้จะเป็นเพียงการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของเธออบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด ภายใต้ใบหน้าเย็นชาและท่าทางห่างเหิน ของหลี่เจียเฟิ่งกลับเป็นสุภาพบุรุษที่ละเอียดอ่อนกว่าที่เธอคิดเอาไว้เสียอีกสมแล้วที่เป็นหนุ่มอนาคตไกลที่ถูกประเทศคัดเลือก อันจิ่วเม่ยคิดในใจ ขณะค่อย ๆ ทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะนุ่มอย่างระมัดระวัง มือบางกำที่จับเอาไว้แน่นในขณะที่หลี่เจียเฟิ่งปั่นจักรยานพาอันจิ่วเม่ยไปในเมือง คนที่ซ้อนท้ายก็คอยแอบชำเลืองมองใบหน้าชายหนุ่มเป็นระยะ ๆ ระหว่างทางต่างไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศเงียบจนน่าอึดอัดอันจิ่วเม่ยเลยตัดสินใจชวนคุยเรื่องเอกสารแต่งงาน เพราะเธอคิดว่าอาชีพทหารคงมีขั้นตอนยุ่งยาก
“ปกติทหารต้องเขียนคำร้องขอแต่งงานด้วยใช่ไหมคะ งั้นวันนี้เราจะจดทะเบียนสมรสกันทันไหมคะ?”“ไม่มีปัญหา” หลี่เจียเฟิ่งตอบสั้น ๆเดิมทีผู้บังคับบัญชาเร่งให้เขากลับมาแต่งงานอยู่แล้ว ดังนั้นคำร้องขอแต่งงานนั่น ผู้บังคับบัญชาก็เป็นคนเขียนและประทั