่าไม่ได้ร้องโอ้ย เช่นทุกวันไม่อย่างนั้นข้ามักจะได้ยิน นางบ่นว่านั่งก็ปวด เดินก็ปวด” อานเจิงจึงได้ถามน้องน้อยออกมาบ้างโดยไม่คิดว่าเรื่องจริงที่ตนพูดนั้นคล้ายกำลังนินทาผู้เป็นย่าอันอันได้แต่ยกยิ้มให้กับความใส่ซื่อของพี่ชายคนที่สาม หลังจากมื้อเช้าจบลงวันนี้ยงเผยจึงได้เริ่มสอนศิษย์น้อยให้เดินลมปราณแล้วเขาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเด็กทั้งสามนั้น สามารถทะลวงเส้นชีพจรได้ถึงสามจุดในวันเดียวชายหนุ่มมองเด็กทั้งสามพลางคิดว่า ‘พวกเขาเป็นอัจฉริยะ หรือตัวประหลาดกันแน่’ เช่นเดียวกับศิษย์เอกทั้งสองคนที่พากันมองศิษย์น้องด้วยความตื่นตะลึง230
“อาจารย์สายตาของท่านช่างเฉียบแหลมยิ่ง” จือฉีกล่าวชม เช่นเดียวกับมู่เทาเองก็พยักหน้าเห็นด้วยส่วนเด็กทั้งสามในตอนนี้ต่างได้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากตัวของพวกเขาทำให้แต่ละคนต่างยู่หน้าด้วยความเหม็น“ท่านอาจารย์ พวกข้าป่วยหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดถึงมีคราบดำ ๆ แบบนี้อีกทั้งยังเหม็นด้วย” คำถามของอันอันทำให้ศิษย์พี่ทั้งสองพากันหัวเราะ“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าไม่ได้ป่วยสิ่งนั้นคือสิ่งสกปรกหลังจากเจ้าเปิดจุดชีพจรได้มันจึงได้ขับของเสียออกมา ข้าว่าเจ้ารีบไปอาบนํ้าเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเถอะ” มู่เทาหยุดหัวเราะพร้อมกับอธิบายให้ศิษย์น้องทั้งสามเข้าใจ“เป็นอย่างที่ศิษย์พี่รองของเจ้าพูดนั่นแหละ วันนี้เลิกฝึกได้ จำไว้ว่าพวกเจ้าห้ามขึ้นเขาอย่างเด็ดขาดรวมถึงเจ้าทั้งสองคนด้วย” ยงเผยพูดขึ้นโดยไม่วายกล