เตียมู่หยง หันมองไปรอบ ๆ พิจารณาพลางขมวดคิ้ว…
“บอกตามตรงว่า ข้าแทบมิอยากจะเชื่อว่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน กลับสละซึ่งชื่อเสียงเงินทองและทุกสิ่ง เพื่อมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในสถานที่รกร้าง ที่แม้แต่ทางการยังมิอยากเข้ามายุ่มย่ามเช่นนี้…”
เหยาหมิง ทอดถอนหายใจ…
“ผู้ยิ่งใหญ่อะไรกัน… เลิกนำอดีตมากล่าวได้แล้ว แม้ว่าข้าจะดีใจที่เจ้ามาเยี่ยมเยือน แต่ข้าก็หนักใจเช่นกันที่เจ้าตามหาข้าพบ ข้าหรืออุตส่าห์ทิ้งนามเดิม ถอนตัวจากยุทธภพร่วม 30 ปี หลบมาหาความสงบถึงที่นี่ หวังก็แต่ว่าเจ้าจะไม่นำความวุ่นวายมาให้ข้า…”
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! พูดอะไรเช่นนั้นเล่า? ข้านั้นรู้มาเนิ่นนานแล้ว ว่าเจ้าอยู่ละแวกนี้ เพียงแต่ข้าไม่อยากเข้ามาขัดความสงบของเจ้าเสียมากกว่า เลยมิได้แวะมาเยี่ยมเยือน... ครั้งนี้ข้ามีเหตุให้มารับตัวหลานสาวที่พลัดพรากไป… ผ่านมาละแวกนี้ จึงนึกถึงเจ้าขึ้นมา หาได้มีเหตุวุ่นวายอันใด นำมามอบให้เจ้า…” เตียมู่หยง กล่าวอธิบาย
สองชายชรา พูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันสักระยะ
โครม!
เสียงตำราที่กองสุมอยู่มุมห้องร่วงหล่น… จู่ ๆ ก็มี เด็กหนุ่ม ผู้หนึ่งโผล่ศีรษะออกมาจากกองหนังสือตำราเหล่านั้น…