้าก็ไม่ต้องควบคุมอะไรตัวเองแล้ว มิต้องพยายามตื่นตัวระวังภัยใด ๆ ยามเผชิญศึก ตัวเจ้าก็จะประมือศัตรูโดยไม่ต้องผ่านความคิด”
“ในสภาวะนี้ พลังโจมตี ป้องกันและฟื้นฟูของเจ้าจะพัฒนามหาศาล สมรรถภาพต่อสู้ของเจ้าจะถูกแผลงออกอย่างเต็มที่สูงสุด”
“ผู้คนภายนอกเรียกสภาวะนี้ว่า ‘สภาวะลืมตัวตน’ ผู้อื่นก็เข้าสู่สภาวะนี้ได้ แต่เราร่างศึกจะแข็งแกร่งกว่า”
“บางเรื่อง ข้าพูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ มีแต่ต้องสู้กันจริง ๆ จึงเข้าใจ”
ขณะเอ่ยปาก วิญญาณศึกสีทองของเหมียวเสียก็จู่โจมเจียงผิงอันต่อไป
วิญญาณศึกสีดำของเจียงผิงอันเคลือบติดกับตัว ศึกอันดุเดือดเจียนปะทุบังเกิด
เหมียวเสียทอดกายนอนบนพื้นอย่างหมดมาด ยกสุราขึ้นจิบหลับตาพริ้มเอ่ยเสียงเนิบ “การเข้าสู่สภาวะนี้ยากนัก เจ้าต้องอุทิศตนหมดหัวใจ ปล่อยให้วิญญาณศึกในใจเจ้าควบคุมกาย มิใช่ใช้ตัวเจ้าควบคุมวิญญาณศึก”
“มันต้องใช้ประสบการณ์ฝึกฝนมากมาย และต้องใช้พรสวรรค์สูงมากด้วย ข้าใช้เวลาประมาณหนึ่งปีกระมังกว่าจะทำได้ ขนาดมีพ่อข้ากับผู้อาวุโสบางท่านชี้แนะนะ”
“แต่ถึงอย่างนั้น พ่อข้ากับผู้อาวุโสทั้งหลายยังเรียกข้าเป็นอัจฉริยะสัประยุทธ์ หวังหยางยังต้องใช้เวลาปีครึ่งกว่าจะทำได้”
เมื่อพูดถึงเรื่องอันน่ายินดี เหมียวเสียก็กรอกสุราอึกหนึ่งเข้าปากอย่างภาคภูมิ
“หากเจ้าเหยียบย่างสู่สภาวะลืมตัวตนได้ การประลองศิษย์ใหม่ครั้งนี้ก็จะง่ายขึ้นมากนัก แน่นอน ในเมื่อเจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์จากภพล่าง