๋ยวก็คงไป
เจียงผิงอันผ่อนหายใจโล่งอก ทำความเข้าใจวิชาพลองและกฎเกณฑ์ต่อไป
ขอเพียงเขาไม่ตัดสินใจเลือก เขาก็อยู่เรียนวิชาเปล่า ๆ เช่นนี้ได้
โจวซุ่นกลับห้องบริหารแก่นค่ายกล นำคัมภีร์เซียนอันบรรจุอักขระเซียนขึ้นมาอ่าน ทำหน้าที่ไปพลางเรียนวรยุทธ์ระดับสูง
เขาอ่านอยู่เช่นนี้หนึ่งเดือน แล้วผู้อาวุโสหม่าข้างตัวเขาก็เอ่ยปาก “เฒ่าโจว หนก่อนที่เจ้าไปห้องหมายเลข 357 เจ้าเด็กใหม่นั่นว่าเช่นไร?”
โจวซุ่นนิ่งไปเล็กน้อย ห้องหมายเลข 357? อ้อ พอคิดดูแล้ว ก็มีเจ้าหนูคนหนึ่งอยู่ในนั้นหนึ่งเดือน
“ไฉนจึงถามเช่นนี้เล่า?”
“เพราะเจ้าเด็กนั่นยังไม่ออกมาน่ะสิ”
ผู้อาวุโสหม่าขยับค่ายกล แล้วภาพค่ายกลในห้องหมายเลข 357ก็ปรากฏตรงหน้าทั้งคู่
ในภาพนั้น ดวงตาเจียงผิงอันจ้องตรงมา บางครั้งขมวดคิ้ว บางหนเลิกคิ้ว
ผู้อาวุโสหม่ามองภาพตรงหน้า กล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม “ข้าจับตามองเขามาหลายวันแล้ว เขาดูไม่ได้จะเลือกวรยุทธ์ แต่เหมือนกำลังครุ่นคิดบรรลุแจ้งมากกว่า”
“อย่าล้อเล่นน่า ใครจะบรรลุวรยุทธ์ได้จากเพียงจ้องมองบ้าง หากจะทำเช่นนั้นได้คงต้องมีจิตดำริสัจรังสรรค์ในตำนานเท่านั้นแหละ”โจวซุ่นไม่เชื่อวาจาผู้อาวุโสหม่าสักนิด
จิตดำริสัจรังสรรค์ ทั่วทั้งภพเซียนมีผู้ปรากฏพรสวรรค์นี้ไม่มากนัก
นี่เป็นพรสวรรค์พิเศษที่ยามมองผู้อื่นต่อสู้ ก็จะสามารถบันทึกภาพการต่อสู้ของอีกฝ่ายสู่มโนสำนึก เห็นกระบวนการออกวรยุทธ์ของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน และเรียนรู้ว