ีกฝ่ายรู้สึก ‘รังเกียจ’ ได้แล้ว
เปี้ยนชิวอิ่งรู้สึกรังเกียจจริง ๆ จึงรีบหาข้ออย่างอย่างหนึ่งและวิ่งหนีไป
นางยืนอยู่มุมกำแพงของเรือน ยันกำแพงพยุงตัวไว้ สูดหายใจเฮือกใหญ่เอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ท่าทีเช่นนี้ราวกับจะสามารถคลายความรู้สึกอึดอัดในอกได้
ทว่าไม่เลย ยามที่นึกถึงกลิ่นของร่างจูเอ้อร์ และนางยังต้องนอนลงบนเตียงเดียวกับเขาแล้ว…
“อึก…”
เปี้ยนชิวอิ่งรู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียน
จูปาเม่ยหลบอยู่อย่างเงียบ ๆ พลางแอบมอง ‘เหอเหอ ยังจะพูดอย่างไม่อายว่าชอบพี่รองของนางได้อีกหรือ?’
เผยพิรุธออกมาแล้ว ทั้งหมดนี้ยังรับไม่ได้แล้วจะยังเรียกว่า ‘ชอบ’ ได้หรือ?
นางแน่ใจแล้วว่าเปี้ยนชิวอิ่งผู้นี้ไม่ได้ ‘จริงใจ’ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องการอยู่เคียงข้างพี่รองของนาง
จูปาเม่ยถึงขั้นสงสัยว่าเปี้ยนชิวอิ่งเป็นผู้ที่คนอื่นส่งมาสอดแนมหรือไม่ เหมือนที่สกุลอวี๋เคยมา ‘ปล้น’ สูตรชาดก่อนหน้านี้ รวมถึงที่เจ้าของร้านผู้นั้น ‘ใส่ร้าย’ มารดาของนางว่าเป็นฆาตกรฆ่าคน
หลังจากนั้น จูปาเม่ยก็บอกเรื่องนี้กับจูซื่อและจูอู่ ทั้งยังรู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง “พวกท่านลงมือช้าเกินไป นานขนาดนี้ยังไม่พบสิ่งใด ข้ายังลงมือเร็วกว่า ผู้มีความสามารถผู้เดียวย่อมทำงานได้ดีกว่าคนสองคนเสียอีกจึงจัดการเรียบร้อยแล้ว ดูท่าจะไม่ใช่จริง ๆ ข้ายืนยันได้ว่านางหาได้ชอบพอพี่รองจริง ๆ นางมีจุดประสงค์บางอย่าง…”
การคาดเดาของนางถูกพรรณนาออกมา
“เจ้าห้า คงไม่