ิบวันถึงครึ่งเดือนก็น่าจะหายดีแล้ว” เฟิ่งจิ่วเอ่ย ก่อนถามเขาว่า “พวกเราจะกลับไปเมื่อไรกันดี? ไปหาท่านพ่อของท่านก่อน? หรือว่าไปหาพวกท่านปู่ของข้าก่อน?”
เธอถาม ก่อนจะครุ่นคิดแล้วเอ่ยอีกอว่า “พวกท่านพี่ของข้ากลับไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ไม่รู้จะกลับมาเมื่อไร? หากพวกเราจะไป คงต้องบอกเขาก่อนสักหน่อย”
“อืม เจ้าก็สะสางเรื่องทางนี้แล้วเตรียมตัวไว้ หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จให้เร็วที่สุดก็ออกเดินทางได้เลย” เซวียนหยวนโม่เจ๋อว่า
ทั้งสองพูดคุยกัน ปรึกษาเรื่องต่างๆ กัน คืนวันนั้น ในเรือนเล็กๆ ที่อวิ๋นเสวี่ยซินอยู่ เงาร่างหนึ่งหลบสายตาองครักษ์สองคนที่เฟิ่งจิ่วส่งมา เข้ามาในห้อง
“ถูกจับได้แล้วหรือ?” เงาร่างหนึ่งเดินมาในห้องนาง ถามอวิ๋นเสวี่ยซินที่นอนอยู่บนเตียงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาสวมผ้าคลุมสีดำ ใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า ทำให้มองรูปร่างและโฉมหน้าที่แท้จริงไม่ออก
ได้ยินเสียงนั้น อวิ๋นเสวี่ยซินที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้น เอียงหัวไปมองผู้มา คิ้วงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้ามาได้อย่างไร?”
“ข้ามาบอกเจ้าว่าอย่าลืมเรื่องสำคัญ แต่ดูจากสภาพเจ้าตอนนี้ ดูท่าทางแม้แต่จะเข้าใกล้เฟิ่งจิ่วก็คงทำไม่ได้แล้ว