ไม่กล้าขยับร่างกายส่งเดชอีกแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้นางโล่งใจก็คือ นางไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้เลยเสียทีเดียว ร่างกายท่อนบนยังสามารถเคลื่อนไหวได้
การปลอบใจแกมเยาะเย้ยตัวเองเช่นนี้ เย่อวี๋หรานก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงแล้วนางกำลังปลอบใจตนเอง หรือพลันคิดขึ้นมาได้ว่า สถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็คงจะเลวร้ายไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วกันแน่
“ท่านแม่ ท่านขยับส่งเดชแบบนี้ได้อย่างไร? อาการของท่านตอนนี้จำเป็นต้องรักษาตัวให้ดี ถ้ายังขยับตัวส่งเดชอีกแล้วอาการแย่ลงกว่าเดิมเล่า?” จูซานทั้งเป็นห่วงและร้อนใจ เวลาพูดจาจึงมีคำตำหนิปนมาด้วย
“เข้าใจแล้ว ข้าผิดเอง ข้ากลัวว่าข้าจะเป็นอัมพาตจริง ๆ นี่นา ยังดี ครึ่งท่อนล่างขยับไม่ได้ ครึ่งท่อนบนยังใช้การได้อยู่…”
จูซาน: ดูมารดาของเขาพูดเข้าสิ ทำไมถึงทำให้คนรู้สึกยุ่งเหยิงไปหมดแบบนี้นะ?
“ไม่ใช่อัมพาต แต่อาจเดินไม่ได้ อย่างอื่นไม่มีปัญหาขอรับ” จูซานกลัวว่ามารดาจะคิดมากจึงอธิบายเพิ่มเติม
“หมายความว่าข้าไม่ได้เป็นอัมพาต เคลื่อนไหวไม่ได้เลย แต่อาจเดินไม่ได้สินะ?” เย่อวี๋หรานชะงักไป รู้สึกเหมือนว่าสถานการณ์จะดีกว่าที่นางคิด
“ขอรับ!” จูซานพยักหน้า
“แล้วเมื่อครู่นี้ข้าถามเจ้าว่าครึ่งชีวิตที่เหลือข้าคงต้องใช้ไปบนเตียงใช่ไหม ทำไมเจ้าถึงมีสีหน้าแบบนั้น?” เย่อวี๋หรานถลึงตามองเขาเป็นเชิงตำหนิ “ทำให้ข้าเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นอัมพาตทั่วร่างแล้ว”
จูซานถาม “เดินไม่ได้กับต้องใช้ชีวิตที่เหล