มกันตอนนั้นก็ดีเหมือนกัน…”
เขาครุ่นคิดคำนวณในใจว่า หากคนทั้งหมู่บ้านสกุลจูใช้วิธีทำนารูปแบบใหม่ตามจูต้าเหนียง เขาจะมีความดีความชอบมากมายปานใด
ดูเหมือนว่าจะมากโขทีเดียว
เห็นท่าทางของเขาแล้ว เย่อวี๋หรานก็หลุดขำออกมา “เจ้ามาหาข้ากลางค่ำกลางคืนแบบนี้ คงไม่ได้มาแค่จะบอกให้ข้าซื้อที่ดินหรอกนะ?”
“ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว ข้า…” กานอี้เซียนเกือบจะหลุดปากพูดออกมาอยู่แล้ว จึงรีบหยุดเอาไว้ทันที
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “มีอะไรหรือ?”
“ข้าไม่บอกท่าน!”
“โอ๊ะ คนบางคนหยิ่งขึ้นหรือนี่?” เย่อวี๋หรานพูดเยาะ
ไม่พูดยังพอว่า ครั้นพูดขึ้นมากานอี้เซียนก็ทำท่าเย่อหยิ่งขึ้นมาเสียแล้ว เชิดคางขึ้นน้อย ๆ เม้มปากเบา ๆ “ไม่ใช่เสียหน่อย!”
ท่าทางเหมือนตีให้ตายก็ไม่ยอมบอก!
ท่าทางเช่นนั้นทำให้เย่อวี๋หรานนึกขัน “ฮึฮึ…ยังมาว่าไม่ใช่อีก? ถ้าไม่ใช่แล้วตอนนี้เจ้าทำอะไรอยู่?”
กานอี้เซียนมองนางอย่างปั้นปึ่ง
ท่าทางอย่างเด็ก ๆ เหมือนเจ้าเจ็ดกับพวกต้าเป่าไม่ผิดเพี้ยน เย่อวี๋หรานหัวเราะเบิกบานใจยิ่งกว่าเดิม
แต่หลังจากหัวเราะเสร็จแล้ว นางก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามกานอี้เซียนอีกว่ามาทำอะไรกันแน่
กานอี้เซียนลอบโล่งอก: ที่แท้ จูต้าเหนียงก็ตกหลุมพรางแบบนี้ด้วย!
เขารู้แล้วว่าต่อไปควรรับมือกับนางอย่างไร
ต่อจากนั้น เขาก็ถามเรื่องการเตรียมการช่วงเก็บเกี่ยว แม้ตอนนี้จะยังเป็นฤดูร้อน ห่างจากช่วงเก็บเกี่ยวอีกราวสองสามเดือน แต่รอจนเย่อวี๋หรานกลับมาจากเมืองผู่