งสือหรือไปหาหมอ แต่ย่าของเด็กคนนี้กลับทำทั้งสองเรื่อง หากไม่ใช่เพราะ ‘ชอบ’ จะเรียกว่าอะไรได้อีก?
เขาบอกอีกฝ่ายว่าเห็นเด็กมากมายที่ป่วย แต่หากไม่ป่วยหนักพ่อแม่ก็ย่อมไม่ส่งมาโรงหมอ
แต่หากป่วยหนักก็เป็นไปได้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงมาก พ่อแม่ของพวกเขาก็ย่อมไม่อาจตัดใจจ่ายเงินมากเพียงนั้นได้แน่
“เฮ้อ…ไม่ใช่ไม่อาจตัดใจ แต่เป็นเพราะความยากจน” หงจิ่วที่โตอยู่บ้างถอนหายใจ “อาจารย์ของข้าบอกว่าไม่อาจคิดว่าเพราะคนอื่นไม่ให้ลูกมาหาหมอแล้วจะบอกว่าคนอื่นเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีได้ บางครั้งอาจเป็นเพราะความยากจน ในครอบครัวที่ยากจนล้วนไม่กล้าเปิดหม้อ*[1] จนปัญญาจึงทำได้เพียงยอมแพ้”
ครั้นทายาพอกเรียบร้อยแล้วเขาก็ยังลูบศีรษะของต้าเป่า “เจ้าว่าย่าของเจ้าที่ล้วนไม่ยอมแพ้ต่อเจ้า ทั้งยังกลัวว่าเจ้าจะมีแผลเป็นดีต่อเจ้าเพียงใดเล่า”
ต้าเป่าเงียบงันไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไร “นั่นเป็นเพราะสภาพครอบครัวข้าดีขึ้นแล้ว แต่เมื่อก่อนยามที่สภาพครอบครัวข้ายังไม่ดี ท่านย่าดุร้ายมากจนทุกคนในหมู่บ้านของข้าล้วนกลัวท่านย่าขอรับ”
“เจ้าก็พูดเองนี่ว่านั่นเป็นเพราะครอบครัวยากจน เช่นนั้นในยามนี้เล่า ครอบครัวของเจ้ารวยจนมีข้าวกินทุกวันมีเนื้อกินทุกมื้อแล้วหรือ?”
ต้าเป่าส่ายหัว
เพราะแม้แต่ยามนี้สกุลจูก็ยังไม่ได้เห็นข้าวและเนื้อทุกมื้อ บางครั้งมีเป็นข้าวต้มหรือแป้งมันเทศ
พูดได้ว่าปฏิบัติต่อเด็กอย่างพวกเขาดีกว่าอยู่บ้าง ถึงอย่างไรทุ