เจ้าคิดว่าเจ้าเจ็ดจะสอบผ่านไหม?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ? ข้าไม่ใช่เจ้าเจ็ด ไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือ แล้วก็ไม่ใช่ขุนนางผู้คุมสอบเสียหน่อย แต่ข้าคิดว่าคงไม่แย่หรอกเจ้าค่ะ เจ้าเจ็ดเรียนหนังสือเก่งปานนั้น อ่านรอบเดียวก็จำได้ จะมีสักกี่คนที่ทำได้แบบเขา?”
“แต่ว่า…” ขณะพูด หลิวซื่อก็มองไปรอบ ๆ กลัวว่าจะมีคนมาได้ยิน นางกระซิบว่า “ข้าได้ยินมาว่า มีคนตั้งมากมายที่เรียนหนังสือหลายปีแล้วก็ยังสอบไม่ผ่าน เจ้าเจ็ดเพิ่งเรียนหนังสือได้กี่ปีเอง ข้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่แน่นอนหรอกนะ”
“อย่างนั้นก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ก็บอกแล้วนี่นา ให้ถือเสียว่าเจ้าเจ็ดไปลองสนาม”
“แต่ลองสนามเพิ่มมาหนึ่งปีก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกปีน่ะสิ…” หลิวซื่อเตือนว่าค่าเล่าเรียนทั้งปีกับค่าใช้จ่ายตอนไปสอบไม่ใช่น้อย ๆ
ตั้งแต่ต้นจนจบก็คงใช้ไปสามสิบถึงสี่สิบตำลึงแล้วกระมัง?
“ท่านจะคิดมากไปทำไมเจ้าคะ? นั่นเป็นเงินส่วนกลาง ท่านแม่ย่อมจะจัดการเองนั่นแหละ” แววตาหลี่ซื่อไหวระริก
นางต้องลงบัญชีเป็นประจำอยู่แล้ว จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าค่าเล่าเรียนเหล่านั้นเป็นเงินเท่าไหร่?
ถึงจะเป็นบัญชีของส่วนกลาง แต่นางก็ต้องได้ลงบัญชีเล่มนั้นเช่นกัน ดังนั้นค่าใช้จ่ายสำหรับการร่ำเรียนของจูชีไม่มีใครรู้กระจ่างไปมากกว่านางอีกแล้ว
นอกจากค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในการสอบ ยังมีค่าเครื่องเขียน ค่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่าง ๆ รวมทั้งปีก