กเรือนแล้วเสียหน่อย จะมีแขกมาจากไหนได้?” จูเหล่าโถวดื่มสุราหัวสมองพองโต คิดตามไม่ทันไปชั่วขณะ
เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างจนปัญญา “เจ้าลืมไปแล้วรึ ลูกสาวบุญธรรมกับหลานชายบุญธรรมของข้าบอกแล้วว่าจะมาเยี่ยมช่วงปีใหม่”
พวกจูเหล่าโถวจึงค่อยนึกออกว่าใครบางคนรับญาติบุญธรรมมาหลายคนในปีเดียว
ระยะเวลารับประทานอาหารทอดยาวออกไปก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว เป็นต้นว่าพวกเขาสร่างเมาไปบ้างแล้ว ระหว่างทางขากลับจึงเดินร่างโงนเงน ลมหนาวพัดมาก็ยังไม่รู้สึกหนาว
“ร้อนยิ่ง!”
จูซานจ้วงกระชากคอเสื้อลงด้วยความรู้สึกร้อน
“เอาน่า ประเดี๋ยวก็ถึงเรือนแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยถอด” จูซานเสิ่นรีบรั้งมือลูกชายเอาไว้ กลัวว่าเขาจะทำให้ตัวเองต้องลมเย็น
จูซื่อและจูอู่ก็ดื่มไปมากพอสมควร ส่งอีกฝ่ายถึงเรือนแล้วก็กล่าวคำอำลากับจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่ยังมีสติแจ่มใส จากนั้นจึงเดินทางกลับเรือน
ภายในเรือนสกุลจูยุ่งเหยิงไปหมด
ครั้นส่งพวกผู้ชายที่ดื่มสุราจนเมามายออกไปแล้ว เย่อวี๋หรานก็บอกให้เหล่าลูกสะใภ้เก็บโต๊ะให้เรียบร้อยแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ
คนอื่น ๆ กำลังทำงานกันอยู่ เย่อวี๋หรานก็เห็นหลิวซื่อแอ่นท้องลากเท้าเดินกลับห้อง
นางพลันประหลาดใจ “เจ้าอย่าเพิ่งไป ยังไม่ได้ล้างจานเลยนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ก็มีคนทำอยู่นี่นา” หลิวซื่อสะบัดมือ ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
“หลิวซุ่ยซุ่ย”
เสียงเรียกชื่อเต็มของตัวเองดังขึ้น หลิวซื่อสะดุ้งสุดตัว หยุดอยู่ตรง