นี้มักจะนิ่งสงบและไร้สำเนียง
แม้เขาจะรักลูกของตัวเองมากเช่นกัน แต่กลับไม่ได้แสดงออกเหมือนหลิ่วซื่อ ทั้งยังไม่รู้ว่าควรแสดงออกมาอย่างไร จึงได้แต่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองแม่ลูกทั้งสามพลางยิ้มอย่างโง่งม
จูชีดีใจยิ่งนัก เขาปราดเข้าไปพูดต่อหน้าเย่อวี๋หรานราวกับเด็ก ๆ “ท่านแม่ ท่านดูสิ ข้าโตขึ้นเหมือนกันใช่ไหมขอรับ!”
มุมปากของเย่อวี๋หรานโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ใช่แล้ว โตขึ้นแล้ว ตัวสูงกว่าแม่เสียอีก”
นางยังถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยอยู่หลายคำ ขณะที่จูชีกำลังดีใจอยู่ก็อดจะเขินอายขึ้นมาไม่ได้
เรียนหนังสือมาพักใหญ่ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ความคิดอ่านของคนเราก็จะค่อย ๆ สุกงอมขึ้นตามลำดับ ทั้งยังรู้จักแยกแยะดีเลว
ครั้นเห็นท่าทางแบบนั้นของเขา เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้หยอกเย้าให้เขาเขินอายกว่าเดิม แต่หันไปถามจูซานว่าพวกเขากลับมาเช้าขนาดนี้ ได้กินอาหารเช้ามาหรือยัง
จูซานตอบว่ายังไม่ได้กิน พอฟ้าสางก็เดินทางกลับบ้านทันที เย่อวี๋หรานจึงบอกให้หลิวซื่อและหลินซื่ออุ่นอาหารมาให้พวกเขา
“เจ้าค่ะ ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว น้องสาม พวกข้าทำเกี๊ยวให้พวกเจ้าด้วยดีไหม?” หลิวซื่อยิ้ม “ที่บ้านห่อเกี๊ยวไว้เยอะเลย เมื่อเช้าพวกข้าก็กินเกี๊ยวนี่แหละ กินคู่กับน้ำแกงกระดูกหมู อร่อยเชียว น้องสี่ของเจ้าลองชิมแล้วด้วย”
ได้ยินว่าน้องสี่ชิมรสชาติแล้ว จูซานก็เข้าใจทันทีว่าหมายความว่าอย่างไร จึงยิ้มตอบไปว่า “น้องสี่ยังบอกว่าอร่อย แปลว่าต้องอร