ยย่อมไม่ลืมเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นจะต่างอะไรจากสัตว์เดรัจฉาน?”
“ฮ่า ๆๆๆ…” นายท่านผู้เฒ่าซุนได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะร่า “จูต้าเหนียง อาศัยแค่คำพูดของท่านในวันนี้ก็นับว่าข้าไม่ได้มาเสียเที่ยวแล้ว”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจออกมา บอกเล่าความลำบากของครอบครัวตนเอง
เดิมทีนั้นตระกูลซุนเคยรุ่งเรืองมาก่อน น่าเสียดายที่ตั้งแต่โบราณมา หากกล่าวถึงฐานะทางสังคมแล้ว พ่อค้าเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยที่สุด
ต่อให้เขาตรากตรำทุ่มเทมาทั้งชีวิตจนมีทรัพย์สินมหาศาล แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า?
ผู้อื่นมีอำนาจบารมี เพียงเอ่ยวาจาประโยคเดียวก็พอแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องกระจายทรัพย์สินของครอบครัวออกไป พาลูกชายคนโตกลับมาบ้านเกิด หวังเพียงชีวิตที่สงบสุข
นายท่านผู้เฒ่าซุนแนะนำซุนโส่วลูกชายของตนเองแก่เย่อวี๋หรานอย่างเป็นทางการ บอกว่าลูกชายคนนี้ไร้ความสามารถ มีดีแค่ซื่อสัตย์ภักดี และมีจิตใจกตัญญูเท่านั้น
เขาไม่หวังให้ซุนโส่วมีความสามารถยิ่งใหญ่ เพียงหวังว่าหลังจากเขาหลับตาลงแล้ว ซุนโส่วจะสามารถรักษากิจการครอบครัวเอาไว้ได้
วาจาที่สะท้อนความว้าเหว่ของวัยชราเช่นนี้ทำให้คนที่ได้ยินต่างทอดถอนใจ ผลัดกันกล่าวคำปลอบโยนอยู่หลายคำ
จากนั้น นายท่านผู้เฒ่าซุนก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เขากล่าวว่า “จูต้าเหนียงทราบหรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงให้ความสำคัญกับท่านเช่นนี้?”
ครั้นได้ยินเช่นนั้น จูอู่ก็มึนงงสงสัย คิดในใจว่า ‘จริงด้วย ข้าก็อยากรู้เหมือนก