กว่า
ประจวบกับช่วงนี้ที่เรือนหาเงินได้ ประกอบกับเรื่องของจูเอ้อร์เม่ย โอกาสก็เหมาะเจาะพอดี
อย่าเห็นว่าหลิวซื่อกล้าระบายอารมณ์ใส่จูเอ้อร์ แต่พออยู่ต่อหน้าเย่อวี๋หรานกลับไม่กล้าพูดอะไรสักแอะ
นางก้มหน้าแล้วใช้หางตาแอบมองสีหน้าแม่สามี ดูว่าแม่สามีมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
“ท่านแม่ ท่านไม่ไปหรือขอรับ?” จูเอ้อร์ขึ้นไปนั่งบนเกวียนเทียมวัวแล้วแต่พบว่าเย่อวี๋หรานยังยืนนิ่งอยู่ จึงอดถามไม่ได้
“ไปสิ คนยังไม่ครบ รอก่อนสักครู่” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูเอ้อร์งง “ยังมีใครอีกหรือขอรับ?”
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ ห่างออกไปไม่ไกลก็ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งขึ้น ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือจูเอ้อร์เม่ยนั่นเอง
“ทางนี้ พี่สะใภ้ใหญ่ รอข้าด้วย” นางซอยเท้าถี่ ๆ วิ่งเข้ามาหาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอโทษด้วย พี่สะใภ้ใหญ่ ให้ท่านรอนานแล้ว เฮ้อ ช่วยไม่ได้จริง ๆ เมื่อวานดีใจเกินไปวันนี้เลยตื่นสายเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร ขึ้นไปเถอะ”
“เจ้าค่ะ ข้าขึ้นก่อนนะ”
สาเหตุที่จูเอ้อร์เม่ยเบิกบานใจเช่นนี้เป็นเพราะเมื่อวานเย่อวี๋หรานให้จูซื่อและจูอู่ไปแจ้งนางว่า วันนี้จะแอบพานางไปซื้อผ้าสำหรับตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ในตำบล
ฮิฮิ! เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียเงิน ผู้ใดจะไม่เอากันล่ะ?
คิดไม่ถึงเลยว่าพี่สะใภ้ใหญ่ก็มีน้ำจิตน้ำมิตรเป็นกับเขาด้วยเหมือนกัน
จูเอ้อร์เห็นว่ามีคนเพิ่มมาคนเดียวก็ไม่ได้ติดอะไร เพียงขยับไปข้าง ๆ เล็กน้อย เว้นที่นั่งให้อีกฝ่าย
แต่หลิวซื