งจูปาเม่ยให้ลุกขึ้น ทั้งยังลูบขาของบุตรสาวเพื่อดูว่ารู้สึกไม่ดีตรงไหนหรือไม่
เมื่อรู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงของแม่ มุมปากของจูปาเม่ยก็คลี่ยิ้มหวานพลางส่ายหน้า “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าคุกเข่าลงแค่พักเดียว”
“ครั้งหน้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้” เย่อวี๋หรานพูดอย่างปวดใจทั้งยังพูดตำหนิ “เป็นสาวเป็นแส้ควรจะดูแลตัวเองให้ดี ไม่มีเรื่องใดสำคัญเท่ากับร่างกายตัวเองแล้วเข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจเจ้าค่ะท่านแม่”
….
ครั้นผ่านพื้นฐานมาแล้วเช่นนี้ เมื่อเรียน ‘หลักเตือนใจสตรี’ จูปาเม่ยจึงตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ
เมื่อเรียนรู้สิ่งนี้ นางก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้การเป็นสกุลที่ร่ำรวยเข้าไปอีกก้าวแล้ว
แรกเริ่มหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยยังกลัวว่าเย่อวี๋หรานจะไม่ให้พวกนางเรียนสิ่งนี้ คิดไม่ถึงว่าพวกนางก็ยังถูกพามา ในใจจึงหวั่นไหวอยู่บ้าง
เพราะครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน สิ่งที่เรียนครั้งก่อนไม่ได้เน้นย้ำว่าเป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กสาวจากตระกูลร่ำรวยต้องเรียน
เรื่องที่เย่อวี๋หรานต้องการส่งให้จูปาเม่ยไปแต่งเข้าสกุลที่ร่ำรวยเพื่อให้มีวาสนาและมีความสุขนั้น ตอนที่พวกนางเข้ามาในสกุลจูก็ได้ยินกับหูมาแล้ว แต่ไหนแต่ไรไม่คิดว่าเรื่อง ‘ความลับที่ไม่อาจแพร่งพรายให้คนนอกรู้’ เช่นนี้จะยังมีแบ่งให้พวกนางเรียนรู้ด้วย
เช่นนี้ยามที่เรียนรู้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจเป็นพิเศษ
นอกเหนือจากการท่องจำแล้ว เย่อวี๋หรานยังอธิบายให้เข้าใจค