่วมชมจันทร์นวลแม้อยู่ไกลนับพันลี้งั้นเหรอ...”
ตามหลักการ เขาและสืออวิ๋นควรจะให้คำวิจารณ์ได้แล้ว
บทกวีของปัญญาชนคนอื่น ลำดับขั้นตอนเป็นแบบนี้มาตลอด
ทว่าหูเหวยกลับทำเพียงอ่านประโยคจบของกลอนของหลินจือไป๋ซ้ำไปซ้ำมา หลังจากพึมพำอยู่นาน ในปากถึงเพิ่งจะหลุดคำออกมาอย่างยากลำบากว่า
“ดีจริงๆ”
ไม่ใช่ว่าหูเหวยวิจารณ์ไม่เป็น แต่เขาไม่กล้าวิจารณ์ หรือจะบอกว่าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะวิจารณ์มากกว่า
จู่ๆ หูเหวยก็อดคิดไม่ได้ว่า หากในชั่วชีวิตนี้ตนสามารถเขียนผลงานแบบนี้ออกมาได้ ต่อให้ตายไปก็คุ้มค่าแล้ว
จากการศึกษาบทกวีและกลอนมาหลายสิบปีจนเกือบจะทั้งชีวิต หูเหวยซึ้งแก่ใจดีว่าบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ที่หลินจือไป๋เขียนในคืนนี้เป็นผลงานระดับไหน
ระดับท็อป!
ต่อให้วางไว้ในยุคสมัยโบราณของบลูสตาร์ที่มียอดกวีปรากฏออกมามากมาย ผลงานเช่นนี้ย่อมต้องโดดเด่นออกมาจากท่ามกลางรายชื่อที่เจิดจรัสเหล่านั้นแน่นอน!
จู่ๆ หูเหวยก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย
ทำไมเขาต้องเชิญหลินจือไป๋คนฉินโจวคนนี้มาร่วมงานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ของฉีโจวด้วยนะ?
พอบท ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ นี้ออกมา ก็เท่ากับเป็นการถล่มงานกวีของฉีโจวตรงๆ เลยน่ะสิ!
เพราะในค่