‘มีใครช่วยอธิบายได้ไหมว่าความหมายมันคืออะไร?’
‘ยังดูไม่ออกเหรอ โคลงต้นทั้งหมดใชอักษรที่มีส่วนหลังคา (宀) ส่วนโคลงรองทั้งหมดใชอักษรที่มีส่วนต้นไม้ (木)! แค่การออกแบบอย่างนี้ก็ยากแสนยากแล้ว!’
‘ฉันหมายถึงความหมายของประโยคนี้ต่างหาก’
‘ความหมายก็ง่ายมากตรงตัวเลย ถึงจะหนุนหมอนทำจากไม้อู๋ถงแล้วอยู่คู่กันจนแก่เถ้า สุดท้ายก็เป็นเพียงความเศร้าเสียเปล่าเท่านั้นเอง ประโยคนี้เหมือนเป็นการปลอบโยนหญิงหม้ายในโคลงต้นว่า อยู่คนเดียวก็ไม่แย่นะ’
‘โคลงต้นเขียนความเศร้าหมอง โคลงรองเขียนการปลอบใจ’
‘ยอดฝีมืออยู่ในหมู่ชาวบ้านนี่เอง พอเธอพูดแบบนี้ฉันก็เข้าใจแล้ว โคลงรองนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ!’
‘ไม่ใช่แค่นั้นนะ! โคลงรองนี้เหมือนยังมีชั้นเชิงอื่นซ่อนอยู่อีกนะ’
‘ชั้นเชิงอะไร?’ มีคนถามต่อในคอมเมนต์ไลฟ์
ขณะที่พิธีกรในงานก็หันไปมองกรรมการทั้งสามคน “อาจารย์ทั้งสามท่านมีอะไรอยากเสริมไหมคะ?”
ชายชราสวมแว่นเอ่ยขึ้นก่อนว่า “โคลงรองของ หลินจือไป๋ นี้มีชั้นเชิงอยู่สองประการ เชื่อว่าไม่ใช่แค่ผมหรอกที่มองออก ทุกคนก็น่าจะมองออกเหมือนกัน
ชั้นเชิงแรกคือการจัดระดับเสียงที่รับกันอย่างประณีต ชั้นเชิงที่สองคือเนื้อหาที่เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล ไม่ใช่คนละเรื่องคนละมุม เทียบกับความโดดเดี่ยวในโคลงต้นแล้วเขาถ่ายทอดความหมายเป็นการปลอบโยนสตรีในโคลงต้นว่าอย่าได้เศร้าโศกเสียใจ จึงได้เป็น ‘หมอนอูถงผู้ร่วมพักพิงก็เปล่าดาย’ ที่ทุกตัวมีองค์ประกอบต