าวิทยาลัยอาจจะชวนเขามาให้คนเยอะๆ ก็ได้ ยังไงซะถ้าไม่มีไปตี้การแข่งขันกลอนคู่ครั้งนี้ก็คงไม่เป็นที่สนใจมากขนาดนี้’
‘พอเข้าใจได้’
แฟนคลับอูฉือพูดว่า ‘ฉันว่าแล้วว่าไปตี้คงไม่รอด ถ้าให้อูฉือมาแข่งละก็เข้ารอบชัวร์!’
‘เหอะ! อูฉือก็ทำเพลง ทำไมไปตี้ไม่ไหวแล้วอูฉือต้องไหวละ?’
แฟนคลับไปตี้ไม่ยอมแพ้ สองฝั่งปะทะคารมกันอีกครั้ง
กรรมการทั้งสามคนที่อยู่ในงานกำลังให้คะแนนคำตอบโคลงรองของผู้เข้าแข่งขัน โดยไม่รู้เลยว่าผู้ชมในงานและในไลฟ์กำลังถกเถียงอะไรกันอยู่
“หือ?”
กรรมการที่สวมแว่นอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ เผลอยกมือปรับแว่นสายตายาวบนสันจมูก จากนั้นก็ก้มลงไปมองคำตอบใกล้ๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความเหลือเชื่อว่า “นี่มัน…”
“มีอะไรเหรอ?” ชายชราหมวกกลมชะโงกหน้ามาดูด้วยความสงสัย
แต่มองเพียงแวบเดียวก็ชะงักงันราวกับถูกฟ้าผ่า พึมพำว่า “ต่อได้แล้ว…”
เขารีบดึงคุณยายจ้าวที่อยู่ข้างๆ พลางกดเสียงที่ตื่นเต้นเอ่ยว่า “ดูนี่สิ! โคลงต้นของคุณมีคนแต่งโคลงรองออกมาแล้ว!”
“อย่าพูดเล่นน่า” คุณยายจ้าวเข้าใจว่าชายชรากำลังล้อเล่น เลยยิ้มพลางพูดว่า
“ข้อนี้ฉันก็แค่แต่งออกมาเล่นๆ เอง ตัวฉันเองยังคิดโคลงรองไม่ลงตัวเลย หรือจะบอกว่าที่คิดออกก็รู้สึกว่ามันขาดอะไรไปบางอย่าง เด็กๆ พวกนี้คงไม่มีใคร…”
ปากพูดไปแบบนั้นแต่สายตาของคุณยายจ้าวก็ยังกวาดมามอง แล้วจากนั้นก็เห็นกระดาษคำตอบแผ่นหนึ่งที่พิเศษกว่าของคนอื่นๆ ด้านบนเขียนไว้สั้นๆ เพียงเจ็ดตัว