ยงรู้สึกถึงลมหนาวเย็นซึ่งพุ่งขึ้นมาจากฝ่าเท้าของพวกเขา จนอดไม่ได้ที่จะสั่นเทา
พลังชีวิตที่หลั่งไหลออกมาพลันกลับเข้าสู่ร่างของหลิ่วจิน ใบหน้าของเขาซีดเหมือนกระดาษ ราวกับว่าเขาถูกโยนเข้าไปในถ้ำเย็นที่มีอายุนับพันปี
ริมฝีปากของเขาเป็นสีฟ้าออกม่วงคล้ำจากความหนาวเย็น ร่างกายสั่นสะท้าน
ขณะเดียวกันลมหายใจก็เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นสีเทา “หนาวจัง…อึดอัดด้วย…”
การเปลี่ยนแปลงที่อยู่เหนือหลักการทางวิทยาศาสตร์ทำให้จิตใจของเฟิงกู้เซียงว่างเปล่า และราวกับเสียงในสมองกำลังนำทางให้เธอไปข้างหน้า และบังคับให้เธอกอดหลิ่วจินไว้แนบแน่น
“อย่าแตะต้องเขา!” เพราะแผลบนใบหน้าจะดูดพลังชีวิตของเฟิงกู่เซียงไปด้วย
เฝ่ยไป๋ลู่ก้าวไปดึงหลิ่วจินออกมา เวลาเดียวกัน เธอก็ยกมือขวาขึ้น แล้วขว้างยันต์ออกไป
จากนั้นแผ่นยันต์ก็ดูดกลืนพลังหยินซึ่งปกคลุมห้องเข้าไป
เมื่อกลิ่นอายสุดท้ายของพลังหยินหายวับ อุณหภูมิที่ชวนหนาวสั่นในห้องก็เริ่มอุ่นขึ้น หลิ่วหลีหมิงรู้สึกว่าร่างกายของเขาเริ่มผ่อนคลายลง และเฟิงกู่เซียงก็ได้รู้กระจ่างแจ้งแล้วตอนนี้ เธอตกใจมาก และไม่กล้าดูถูกเฝ่ยไป๋ลู่อีกต่อไป
เมื่อไร้พลังหยิน ความแข็งแกร่งของแผลใบหน้ามนุษย์ก็ลดฮวบ กอปรกับมันสิงสู่อยู่ในร่างเด็กธรรมดา จึงไม่อาจเทียบกับเฝ่ยไป๋ลู่ได้ มันจึงได้แต่กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวระคนไม่ยินยอมพร้อมใจ
สีหน้าของมันดุร้ายขึ้น และกระหายจะกลืนก