มีตาก็ได้”
“เฮอะเฮอะ!” เย่อวี๋หรานแค่นเสียงเย็น “นางอยากได้หน้าก็มาเหยียบย่ำสกุลจูของข้างั้นเรอะ? คิดว่าข้ารังแกได้ง่าย ๆ หรือคิดว่าหมู่บ้านสกุลหลิวอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านสกุลจู ข่าวคราวแพร่ไปไม่ถึง?”
หลิวเอ้อร์เสิ่นอยากกอบกู้สถานการณ์หลายคราแต่ไม่สำเร็จ จึงออกจะร้อนใจ “จูต้าเหนียง ท่านฟังข้าก่อน เรื่องไม่ได้เป็นเช่นนี้…”
“เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจ พวกเจ้าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ไม่อาจล่วงเกินกันได้ เจ้าวางใจเถอะ เรื่องพวกนี้เข้าหูข้ามาแล้ว ข้าไม่พูดออกไปแน่นอน”
“เปล่า ข้าไม่ได้หมายความว่าแบบนี้”
“แล้วหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้า…” หลิวเอ้อร์เสิ่นหัวสมองขาวโพลน ลืมสิ้นว่าตนเองต้องการจะพูดอะไร นางพยายามเรียบเรียงคำพูดแล้วกล่าวขึ้นว่า “ข้าหมายความว่าเรื่องอาจไม่ได้เป็นเช่นนี้ก็ได้ ข้าเองก็ไม่ได้เจตนาว่าร้ายเมียเต๋อเซิง เพียงแต่อยากจะเตือนท่านให้ใส่ใจลูกสะใภ้ของท่านเอาไว้ก็เท่านั้น นางได้กลับบ้านเดิมสักครั้งก็ไม่ง่ายแล้ว แต่พอมาแล้วก็ต้องถูกรังแก น่าสงสารแท้ ๆ”
หลิวเอ้อร์เสิ่นยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองยุยงให้คนอื่นผิดใจกัน จึงค่อนข้างหดหู่ใจ
นางรู้สึกว่าปกติตัวเองก็ฉลาดดีนี่นา เหตุใดพออยู่ต่อหน้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กลับเก็บงำคำพูดไม่อยู่เช่นนี้?
ครั้นสืบข่าวครอบครัวหลิวเต๋อเซิงเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็เริ่มสืบข่าวของครอบครัวหลิวเหวินเกินต่อ
หลิวไป๋ฮวา ลูกสาวของหลิวเหวินเกิน คือผู้ที่