รั้งนี้จะทำให้ได้เห็นหน้าลูกสาว เขาก็ขอให้ตนเองตาฝาดต่อไปอีกสักพักเถิด…
ริมฝีปากของคุณนายซูสั่นระริก หยาดน้ำตาพลันรื้นขึ้นมาบดบังทัศนียภาพจนพร่ามัว
เธอยื่นมืออันสั่นเทาออกไป และในที่สุดก็ได้สัมผัสกับพวงแก้มของซูจิ่นอวี้เข้าจริง ๆ
ซูจิ่นอวี้คว้ามือของผู้เป็นแม่ไว้พลางเอ่ยเรียกด้วยเสียงสะอื้น “คุณแม่คะ…”
หญิงชราไม่อาจกั้นความรู้สึกได้อีกต่อไป หยาดน้ำตาไหลอาบแก้ม ทว่าเธอกลับรีบเช็ดมันออกอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าหากมัวแต่ร้องไห้จะทำให้มองเห็นใบหน้าของลูกสาวไม่ชัดเจน
“จิ่นอวี้… จิ่นอวี้ ลูกกลับมาแล้วจริง ๆ หรือ?” เธอลูบแก้มลูกสาวเบา ๆ น้ำเสียงสั่นพร่าแต่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย “จิ่นอวี้… ลูก… ลูกทานข้าวหรือยัง?”
คุณนายซูกลับมาเป็นเหมือนตอนลูกสาวยังมีชีวิตอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งบ่นทั้งซักไซ้ถามโน่นถามนี่ด้วยความกังวล “ที่… ทางฝั่งโน้น เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ปกติได้กินอะไรบ้างไหม? ใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นหรือเปล่า? หนาวไหมลูก?”
ซูจิ่นอวี้น้ำตาคลอหน่วยแล้วตอบเสียงแผ่ว “คุณแม่คะ หนูสบายดีทุกอย่างค่ะ กินอิ่มนอนหลับดี อาหารทุกอย่างที่ซู่เป่าถวายให้หนู หนูได้รับและทานหมดเลยค่ะ… สองสามวันนี้ประตูผีเปิดรับเทศกาลเดือนเจ็ด หนูจึงเพิ่งได้ขึ้นมาวันนี้เอง… หนูได้ทานทั้งบะหมี่กุ้งหกอย่าง รวงผึ้งย่าง และไอศกรีมทอดที่พี่สี่ตั้งใจทำด้วยนะคะ”
“ไอศกรีมทอดรสนมอร่อยแปลกใหม่ดีจังค่ะ แล้วยังมีปลาแซลมอนที่หนูไม่เคยได้ลอ