งทานมาก่อนเลยด้วย…”
หญิงชราทั้งสะอื้นไห้และหลุดยิ้มออกมาในคราวเดียวกัน “อยากทานอะไรอีกไหมลูก บอกแม่มาเถอะ เดี๋ยวแม่จะเข้าครัวไปทำให้ตอนนี้เลย”
ซูจิ่นอวี้ตั้งใจจะตอบว่าพอแล้ว เพราะเธอรู้สึกอิ่มเอมจนล้นปรี่ จู่ ๆ ความทรงจำในวันวานก็แล่นปราดเข้ามาในหัว เธอจึงแกล้งเอ่ยอ้อนด้วยน้ำเสียงสดใสปนทะเล้น “คุณแม่คะ… หนูอยากทานหัวสิงโตตุ๋นค่ะ! แต่ขอแบบรสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้านหน่อยนะ!”
“แล้วก็อยากทานขาไก่พริกเสฉวนด้วยค่ะ! แต่หนูขอแบบที่คุณยายฟันหลอเคี้ยวถอดกระดูกมาให้แล้วนะคะ!”
คุณนายซูถึงกับชะงักอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดขำพรืดออกมาขนานใหญ่ กลายเป็นทั้งน้ำตาและเสียงหัวเราะผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
เธอจำได้แม่นยำว่ายามเด็ก ซูจิ่นอวี้มักรบเร้าเซ้าซี้อยากทานขาไก่พริกเสฉวนแบบไร้กระดูก ซึ่งเธอก็มักจะเย้าแหย่ลูกสาวกลับไปซ้ำ ๆ ว่ามันไม่อร่อยหรอก เพราะเหตุผลที่ขาไก่ไม่มีกระดูก ก็เนื่องมาจากมีคุณยายฟันหลอคอยใช้ปากเคี้ยวถอดกระดูกออกให้ต่างหาก
ไม่นึกเลยว่า… แม้เวลาจะล่วงเลยมานานเพียงใด ซูจิ่นอวี้ก็ยังคงจดจำเรื่องตลกตอนนั้นได้จนถึงบัดนี้!
คุณนายซูปาดคราบน้ำตาตรงหางตาแล้วเอ่ยตอบ “ได้ ๆ แม่จะไปทำให้เดี๋ยวนี้เลย เมื่อก่อนแม่รู้ว่าลูกอยากทานเผ็ดใจจะขาด แต่ตอนรักษาก็ถูกสั่งห้ามไว้เสียทุกอย่าง คงจะอัดอั้นน่าดูเลยสินะ?”
ซูจิ่นอวี้สวมกอดแขนของผู้เป็นแม่แน่นราวกับเด็กหญิงตัวน้อยกก่อนพยักหน้าว่าง่าย “อื้ม ๆ หนูฝันถึงจนน้ำลายส