ั้นฆ่าแม่ ฆ่าย่า และฆ่าน้องชายวัยเพียงสองขวบของผม!”
“ผมเห็นกับตาว่าน้องถูกแทงทะลุอก… เห็นแม่ถูกพวกมันย่ำยี… เห็นย่าที่พยายามเข้าช่วยถูกปลิดชีพไปต่อหน้า!”
“แกได้รับรู้ไหมว่าพวกมันอำมหิตเพียงใด! รู้ไหมว่ามันทำระยำอะไรไว้บ้าง! แล้วแกยังกล้าเชิดชูบูชาพวกมันอีกเหรอ!”
ใบหน้าของเป้ยเฉินอวี่บวมเป่งจากการถูกทำร้าย เธอได้แต่สะอื้นไห้ขอความเมตตา นาทีนี้ต่อให้ปฏิเสธไปก็ไร้ประโยชน์ มีเพียงการแสร้งทำตัวให้น่าสงสารเพื่อขออภัยเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นทางรอด
“ขอโทษ… ฉันผิดไปแล้ว ฉันขอโทษค่ะ!”
“ฉันขอโทษทุกคน… ได้โปรดเถอะ ยกโทษให้ฉันด้วย…”
เมื่อเห็นลูกสาวจำนนต่อหลักฐาน พ่อแม่ของเป้ยเฉินอวี่ราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนสิ้น ได้แต่มองดูหยาดน้ำตาของลูกด้วยแววตาเลื่อนลอย
‘ในใจได้แต่ตั้งคำถาม… พวกเขาไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้หนอ?’
‘เชือกมักขาดตรงรอยที่บางที่สุด เคราะห์ร้ายมักซ้ำเติมคนยากจนอยู่ร่ำไป’
‘ลำบากตรากตรำมาทั้งชีวิตเพื่อรักษาลูกสาวเพียงคนเดียว สุดท้ายกลับเหลือเพียงความว่างเปล่า…’
หญิงชราจ้องมองพ่อแม่ของเด็กสาวด้วยความแค้นเคือง ก่อนหันมาคาดคั้นเป้ยเฉินอวี่อีกครั้ง “แล้วแกทำไปทำไม? บอกมา! ทำเพื่ออะไร!”
เป้ยเฉินอวี่สะดุ้งสุดตัวราวกับเพิ่งนึกบางอย่างออก เธอก้มหน้าก้มตากำชายเสื้อไว้แน่นพลางสะอื้นฮัก เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ทำท่าขยับเข้าหาอีกรอบ เธอจึงรีบละล่ำละลักบอก “หนูจะพูด… หนูยอมพูดแล้วค่ะ…”
เด็กสาวกลืนน้ำลายอึ