ุกพล่านเกินไป เธอจึงหันไปดึงมือซูอีเฉิน “ลุงใหญ่คะ รีบไปกันเถอะค่ะ เร็วเข้า!”
ซูอีเฉินไม่ได้ซักถามให้มากความ เขาจูงมือหลานสาวเดินตรงไปยังทางออกทันที
เหวยหว่านนั่งสะอึกสะอื้นอยู่นานสองนาน แต่ซูอีเฉินกลับเย็นชาใส่จนน่าใจหาย ส่วนซู่เป่าก็เอาแต่เล่นนิ้วมือพูดพึมพำคนเดียว
‘พวกเขามันคนใจดำ! ไม่ได้มาเพราะเป็นห่วงหรืออยากมาเยี่ยมเยียนกันเลยสักนิด!’
เหวยหว่านรู้สึกอับอายและขุ่นเคืองใจถึงที่สุด เธอไม่อาจทนใช้ชีวิตในสถานกักขังแห่งนี้ได้อีกแม้เพียงวินาทีเดียว ต่อให้ถูกเนรเทศสู่เรือนจำทุรกันดารเพียงใด ก็ยังดีกว่าถูกจองจำในขุมนรกเดิมนี้ต่อไป!
“ซู่เป่า… รอเดี๋ยวก่อน!” เหวยหว่านดิ้นรนจะวิ่งตามไป ทว่ายังไม่ทันก้าวพ้นประตูห้องขัง เธอก็เห็นใบหน้าหนึ่งลอยมาประชิดนอกลูกกรง
ซูจิ่นอวี้ในสภาพน้ำตาเป็นสายเลือดไหลอาบแก้ม ร้องเรียกเสียงสยอง “พี่สะใภ้รอง…”
เหวยหว่านตกใจจนชะงักฝีเท้า จึงเสียหลักล้มคะมำลงกับพื้น!
ซูจิ่นอวี้บิดร่างกายเป็นมุมผิดรูปแล้วคลานเข้าหาเธอช้า ๆ “พี่สะใภ้รอง… ฉันเจ็บเหลือเกิน ร่างกายเหมือนจะฉีกขาดเป็นสองท่อนอยู่แล้ว ช่วยฉันด้วย… ช่วยฉันหน่อย…”
เหวยหว่านแผดเสียงกรีดร้องเสียสติ เธอตะเกียกตะกายถอยหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย กระทั่งผู้คุมพยายามเข้าช่วยพยุงร่าง เธอกลับยิ่งเสียขวัญจนโบกไม้โบกมือปัดป้องพัลวัน
“ไปให้พ้น! อย่าเข้ามาใกล้ฉัน!” เหวยหว่านกรีดร้องจนเสียงแหบพร่า ผู้คุมเห็นท่าไม่ดีจึงใช้กระบอง