ง่ ๆ นะลูก”
‘การแก้แค้นน่ะเหรอ? ใครบอกว่าต้องใช้คนกันเล่า?’
‘ลำพังแค่เธอคนเดียวก็หลอกอีกฝ่ายจนขวัญหนีดีฝ่อได้แล้ว!’
ซู่เป่าถูกอุ้มขึ้นมานั่งบนตัก มือน้อยพยายามลูบหัวซูอีเฉินอย่างตั้งใจ “ลุงใหญ่เชื่อหนูนะ ไม่ทำเรื่องโง่ ๆ นะคะ”
ซูอีเฉินมองหลานสาวด้วยความจนใจ “แล้วหนูรู้ได้ยังไงว่าลุงจะทำอะไร?”
“คุณแม่บอกว่าทำไมจะไม่รู้จักลุงล่ะ” ซู่เป่าชี้ไปทางพื้นที่ว่างเปล่าด้านข้าง
ซูอีเฉินเกร็งแผ่นหลังขึ้นมาเล็กน้อยก่อนถามเสียงเบา “แม่ของหนู… ตอนนี้อยู่ข้าง ๆ หรือเปล่า?”
ความจริงยามอยู่ในคุกเมื่อครู่ มีชั่วขณะหนึ่ง เขานึกอิจฉาเหวยหว่านอยู่บ้าง อย่างน้อยหล่อนก็มีโอกาสได้เห็นจิ่นอวี้ คนที่เหวยหว่านหวาดกลัว กลับเป็นคนเดียวกับที่พวกเขาถวิลหาแต่กลับมองไม่เห็น
ซู่เป่าพลันยื่นมือออกไป ใช้นิ้วถ่างเปลือกตาของซูอีเฉิน “นี่ไงคะ ลุงใหญ่ลองดูสิ”
ซูอีเฉินไม่ทันตั้งตัว เปลือกตาถูกเปิดออกกะทันหัน
ท่ามกลางทัศนียภาพพร่าเลือน เขาพลันสังเกตเห็นเงาร่างสายหนึ่งยืนอยู่เคียงกาย หล่อนกำลังบ่นพึมพำด้วยความกังวล “ซู่เป่า อย่าแหย่ตาคุณลุงใหญ่สิลูก! ในเมื่อมองไม่เห็นก็ปล่อยไปเถอะ อาจารย์เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าการที่เราพบกันจะส่งผลกระทบต่อตัวหนู…”
ทว่าเสียงทุ้มลึกแฝงความสั่นเครือกลับดังแทรกขึ้นก่อนจะพูดจบ “อวี้เอ๋อร์…”
“พี่ใหญ่… พี่… พี่มองเห็นฉันแล้วเหรอคะ?” ซูจิ่นอวี้ชะงักงันด้วยความตกตะลึงพลางหันมองซูอีเฉิน
ห้าปีที่พลัดพร