วามตั้งใจของหลานสาวเขาก็พูดไม่ออก
“ใช่ ๆ แต่ซู่เป่าอยากทาก็ปล่อยให้แกทาสิ! อ้อ… ซู่เป่า สีชมพูบาร์บี้นั่นเหมาะกับพ่อหนูที่สุดเลยนะ!” ซูอิงเอ๋อร์หัวเราะร่า ราวกับรู้สึกชอบใจ ซู่เป่าชะงักแล้วหันขวับมามองต้นเสียงทันที
ซูอิงเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงลางร้าย และเป็นไปตามคาด เจ้าตัวเล็กเอ่ยเสียงใส “คุณลุงห้า นั่งลงสิคะ~”
จากที่เคยยุให้ไฟลุก ตอนนี้เริ่มอยากจะดับไฟตัวเอง
“ลุงว่าลุงไม่เหมาะ…” เขาพยายามปฏิเสธ “ดูสิ ตัวโตบึกบึนขนาดนี้…”
“ลุงห้าก็ต้องวาดด้วยนะคะ!” ซู่เป่าทำตาละห้อยดูน่าสงสาร
“โอเค ๆ ยอมแล้ว…” ซูอิงเอ๋อร์คอตกจำยอม
ท่านผู้เฒ่าซูสะบัดหนังสือพิมพ์ในมือจนเสียงดัง พลางพึมพำลอดไรฟันว่าพวกนี้ช่างไม่มีหลักการเอาเสียเลย แค่หลานอ้อนนิดอ้อนหน่อยก็ยอมสยบกันหมด
ทว่าภัยเงียบกลับคืบคลานมาถึงตัวเร็วกว่าที่คิด เมื่อซู่เป่าตวัดฝีแปรงวาดลวดลายบนมือลูกชายคนที่ห้าจนพอใจแล้ว เธอก็หมุนตัวหันมาจ้องมองเขาตาแป๋วด้วยแววตาเป็นประกาย
“คุณตาคะ อยากได้สีอะไรดีเอ่ย?”
“ตาไม่…” ท่านผู้เฒ่าซูขมวดคิ้วมุ่น พยายามรักษามาดเข้ม วางท่าทีสุขุมนุ่มลึกอย่างที่สุดเพื่อเป็นปราการด่านสุดท้ายของบ้าน
“คุณตาขาาา… นะคะคุณตา~” เจ้าตัวเล็กลากเสียงยาวพลางกะพริบตาปริบ ๆ เขย่าแขนเสื้อเขาเบา ๆ ราวกับจะละลายน้ำแข็งในใจของชายชราให้กลายเป็นน้ำ
“……”
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนท่านผู้เฒ่าซูจะค่อย ๆ ลดหนังสือพิมพ์ลง เผยให้เห็นใบหน้าที่พย