ก เดี๋ยวฉันจะไปยมโลกสักครู่ ดูว่าจะสืบหาเบาะแสอะไรเพิ่มได้บ้าง”
ซูอิงเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ได้แต่ยืนอึ้งตาค้าง พลางคิดในใจว่า… แบบนี้ก็ได้เหรอ?!
*
เวลาล่วงเลยไปจนดึกสงัด ซู่เป่าหลับสนิทไปนานแล้ว ส่วนซูเหอเวิ่นก็ถูกไล่ให้ไปนอนเช่นกัน แต่เขายังทิ้งกล้องวิดีโอไว้ในห้องของซูอีเฉิน
ภายในห้องพักของซูอีเฉิน ซูอิงเอ๋อร์ยกกล่องใบใหญ่เข้ามาวางแล้วเปิดออก
“นี่คืออะไรหรือคะ?” ซูจิ่นอวี้ถามด้วยความประหลาดใจ
ซูอีเฉินหยิบตุ๊กตาบาร์บี้สภาพเก่าตัวหนึ่งออกมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “นี่คือตุ๊กตาที่เธอชอบที่สุดตอนอายุสามขวบ จำได้ไหม?”
ซูจิ่นอวี้ส่ายหน้าช้า ๆ
พี่ชายทั้งสามเริ่มทยอยหยิบของในกล่องออกมา “นี่คือกระเป๋าใบเล็กกับแหวนดอกไม้จิ๋วที่เธอหวงมากตอนอายุห้าขวบ… ส่วนนี่ตอนเจ็ดขวบ… ตอนเธอตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ตุ๊กตากระต่ายผ้าตัวนี้เธอจะกอดไว้ตลอดเวลาไม่ยอมปล่อยเลย”
นับจากช่วงเวลานั้น ชีวิตของซูจิ่นอวี้ก็วนเวียนอยู่กับการรักษา เธอถูกแยกกักตัวเพื่อเลี่ยงการติดเชื้อ ทำได้เพียงมองโลกภายนอกผ่านหน้าต่างกระจกในห้องผู้ป่วยเท่านั้น พวกเขาอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดในโลกให้เธอ แต่สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือ “สุขภาพที่แข็งแรง” ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขามอบให้ไม่ได้…
ซูอีเฉินพยายามสะกดกลั้นอารมณ์พลางเอ่ยเสียงเบา “นี่เป็นครั้งแรกที่เธอทำเคมีบำบัดครบทั้งหมด ตอนออกจากโรงพยาบาลเธอดีใจมากจนคว้าดอกทานตะวันไว้แน่นไม่