ยอมปล่อย”
ดอกทานตะวันแห้งใบนั้นยังคงถูกรักษาไว้อย่างดีอยู่ในกรอบรูป “ตอนนั้นทุกคนมีความสุขมาก คิดว่าเราชนะโรคร้ายได้แล้ว เลยถ่ายรูปหมู่กันที่หน้าประตูคฤหาสน์” เขาวางรูปถ่ายลงบนโต๊ะ
ซูจิ่นอวี้มองดูเด็กหญิงในภาพที่มีรอยยิ้มสดใส แม้ผมสั้นเกรียนเพราะเพิ่งงอกใหม่ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความหวัง ข้างกายเธอมีพี่ชายทั้งแปดและพ่อแม่ยืนล้อมรอบ รูปถ่ายเหล่านั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามวัย จนถึงช่วงอายุยี่สิบปี แต่ส่วนใหญ่เป็นรูปถ่ายในห้องพยาบาล เธอไม่ยอมแต่งตัวสวย ๆ ถ่ายรูปเพราะผมร่วงจนหมด พี่ชายทั้งหลายจึงต้องสั่งทำวิกผมมากมายมาให้เธอเลือกใส่…
ซูจิ่นอวี้มองเห็นร่องรอยการเติบโตของเด็กสาวคนนั้นอย่างชัดเจนในภาพถ่าย
“นี่คือฉันจริง ๆ หรือคะ…?” เธอส่ายนิ้วลูบไปบนแผ่นภาพ รู้สึกคุ้นเคยแต่กลับนึกไม่ออกราวกับกำลังดูเรื่องราวของคนอื่น
“ไม่เป็นไรถ้ายังจำไม่ได้ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปนะ” ซูอีเฉินวางของลงพลางปลอบ
“ใช่! ไม่ต้องขอโทษหรอก เธอไม่ต้องขอโทษใครทั้งนั้น ดึกแล้วไปพักผ่อนเถอะนะ” ซูอี้เชินรีบเสริม
ซูจิ่นอวี้พยักหน้าแล้วร่างวิญญาณก็ลอยออกไป ซูอิงเอ๋อร์จ้องมองร่างนั้นผ่านเลนส์กล้องจนร่างเธอหายลับไป “เฮ้อ… ถ้ามองเห็นอวี้เอ๋อร์ได้ด้วยตาเปล่าก็คงดี”
ซูอี้เชินเก็บกล้อง “อะไร อยากเห็นผีเหรอ?”
“ไม่ได้หรือไง ซูเหอเวิ่นยังเห็นได้เลย แล้วมันก็แปลกนะ ทำไมพวกเรามองไม่เห็นผี แต่ซูเหอเวิ่นเห็นบ่อยจัง…” ซูอิงเอ๋อร์พึมพำด้วยค